การปลูกบอนไซ

การปลูกบอนไซ

การปลูกบอนไซ

การปลูกบอนไซนั้น ต่างก็มีจุดประสงค์แตกต่างกันไป  บางคนปลูกแป็นงานอดิเรกพื่อช่วยทำให้จิตใจสงบ  รู้สึกผ่อนคลาย  หรือบางคนปลูกเพื่อสำหรับขาย   แต่ไม่ว่าจะปลูกเพื่อจุดประสงค์อะไรในท้ายที่สุดแล้วเมื่อเกิดเป็นบอนไซขึ้นมา 1 ต้น  เราก็จะรู้สึกเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำเป็นอย่างมาก

การปลูกบอนไซ  ส่วนใหญ่ที่นำมาทำจะเป็นต้นไม้ อย่าง ต้นเพรมน่า  ต้นชาฮกเกี้ยน   ต้นโพธิ์  ต้นมะขาม   เป็นต้น    และในการปลูกบอนไซนั้นอย่างแรกที่ต้องจัดเตรียม คืออุปกรณ์ต่างๆ   เช่น กรรไกร  คีม  มีด  ลวด  กระถาง วัสดุปลูก

ส่วนการปลูกนั้นจะมี 2 วิธีด้วยกัน คือ  การเพาะเมล็ดเอง ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลาเป็นค่อนข้างนาน กว่าที่จะสามารถนำตอมาใช้ได้ แต่ก็เป็นวิธีที่สามารถสร้างบอนไซให้สวยงามที่สุดได้เช่นกัน

ส่วนอีกวิธีคือการใช้ตอไม้ที่โตแล้วมาทำ แนะนำให้หาตอที่มีอายุ 5-6 เดือนมาทำจะดีกว่า เมื่อเราได้ตอที่เราจะทำมาแล้ว ให้ทำการตัดยอดออกก่อน  แต่ให้ตัดในแนวตรงไม่ให้ตัดเอียง และให้มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 1 ฟุต  เพราะตอที่ได้มาจะเป็นตอเปล่าที่ยังไม่มีกิ่งเลย เราจึงต้องทำการเลี้ยงให้แตกกิ่งใหม่ขึ้นก่อน

 

 

หลังจากนั้นให้นำตอมาวางลงในกระถางแล้วเอาปุ๋ยมะพร้าวอย่างเดียวมาโปะตรงโคนต้นให้เต็ม เพราะมะพร้าวจะเก็บความชื้นได้ดีช่วยให้รากเดินสะดวก เมื่อเสร็จแล้วให้รดน้ำตามปกติได้เลย จากนั้นพอเริ่มมีกิ่ง แล้วกิ่งเริ่มโต  เราก็ดึงกิ่งมาไว้เพื่อสำหรับที่จะทาบกิ่งในอนาคตต่อไป

 

 

โดยเราสามารถดึงกิ่งให้โอนตามที่เราต้องการได้เลยเพราะกิ่งยังเล็กและอ่อนอยู่ เมื่อดึงลงมาตามที่ต้องการแล้วให้ใช้เชือกพันก่อน อย่าใช้เป็นลวดรัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้กิ่งช้ำแล้วทำให้การทาบกิ่งไม่ติด ส่วนวิธีต่อกิ่งนั้นจะมี 2 วิธี ด้วยกัน

1.การเสียบกิ่ง ให้ทำการผ่ากิ่งตรงตอ แล้วหาตัดยอดอ่อนๆ  ของต้นแม่พันธุ์ ทำการเด็ดใบออก และนำมาตัดตรงปลายให้แหลม  จากนั้นเสียบเข้าไปตรงกิ่งที่เราผ่ารอไว้ เสร็จแล้วมัดเชือก เพียงเท่านี้เราก็ทำการเสียบกิ่งสำเร็จ  แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงสูง ในการที่จะติด ถึง 50% เลยทีเดียว

2.การทาบกิ่ง  ให้ทำการปอกเปลือกผิวไม้ออก ให้ได้ขนาดพอเหมาะ  แล้วปาดท้องครึ่งหนึ่งของกิ่ง  จากนั้นเอามาประกบแล้วมัดด้วยเชือก จัดวางให้เนื้อทั้ง 2 กิ่งติดกัน จะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนที่กิ่งจะติดกัน เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จ  ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมทำกันมาก

 

 

การปลูกบอนไซ หากเราต้องการจะทำอย่างจริงจัง เราควรที่จะต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอเพื่อที่จะนำมาพัฒนาฝีมือของตัวเองให้มีความเชี่ยวชาญ และเพื่อเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับเราอีกทางหนึ่งอีกด้วย

 

 

 

 

การปลูกบอนไซ

 พันธุ์ไม้

ต้นถุงเงินถุงทองชอบแดดไหม

ต้นถุงเงินถุงทองชอบแดดไหม

ต้นถุงเงินถุงทองชอบแดดไหม

เอาใจสายรักต้นไม้กันบ้างกับต้นไม้มงคล ช่วยเสริมสร้างสิริมงคล เมื่อปลูกในบ้าน แน่นอนว่าต้นไม้มงคลมีหลากหลายชนิ และการจะเลี้ยงต้นไม้มงคล ตามหลักความเชื่อแล้ว ต้นไม้จะช่วยส่งเสริมโชคลาภได้ ก็ต้องดูแลอย่างดี ให้ถูกวิธี จึงเป็นอีกข้อที่หลายคนรู้สึกว่า เลี้ยงยาก ดูแลยาก แต่ที่จริงแล้ว การดูแลต้นไม้แต่ละชนิดซึ่งมีความแตกต่าง แต่ก็หาดูและศึกษาได้ทั่ว ๆ ไป และในวันนี้เราจะมาแนะนำต้นไม้มงคล ที่ช่วยเสริมสร้างโชคลาภทางการค้าขาย และการเงิน นั่นก็คือ “ว่านถุงเงินถุงทอง หรือต้นถุงเงินถุงทอง”

 

 

ต้นไม้ชนิดนี้นิยมปลูกในกระถาง และนำมาตกแต่งบ้าน เนื่องจากสามารถช่วยฟอกอากาศ ช่วยกำจัดมลพิษ และฝุ่น pm2.5 ที่มีอยู่ในทุก ๆ ในปัจจุบัน แต่ทว่าการจะดูแลต้นถุงเงินถุงทองอย่างถูกวิธี ไม่ให้เหี่ยวแห้งและตายง่าย เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนยังกังวล แต่ก็ใช่ว่าจะดูแลยากจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นซะที่ไหน แล้วตกลงต้นถุงเงินถุงทองชอบแดดไหม

 

 

การดูแลต้นถุงเงินถุงทอง

  1. ต้นไม้ชนิดนี้ จากหลากหลายเว็บไซต์จะบอกว่า เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำบ้าง หรือต้องการน้ำบ้าง จึงสร้างความสับสนให้กับคนเลี้ยงต้นไม่พอสมควร แต่ความจรองแล้วต้นถุงเงินถุงทอง เป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างชอบน้ำ แต่ไม่ใช่สามารถปลูกในน้ำ หรือรดน้ำทุกวัน เช้า-เย็นได้ เพียงแต่ว่า การต้องการน้ำของต้นถุงเงินถุงทอง อยู่ในปริมาณที่พอดี สามารถรดน้ำได้บ่อย ๆ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หรือ 2 วันรดน้ำ 1 ครั้ง และที่สำคัญต้องหมั่นสังเกตที่ก้านและใบ หากไม่รดน้ำ หรือได้รับน้ำน้อยเกินไป จะเห็นว่าก้านของต้นจะเริ่มแห้ง และเฉา
  2. ต้นถุงเงินถุงทองชอบแดไหม เป็นอีกปัญหาที่คนอยากเลี้ยงต้นไม้ชนิดนี้ถามกันบ่อยมาก ความจริงแล้วต้นถุงเงินถุงทองเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดมาจากเขตร้อน เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะอยู่กลางแจ้ง หรือรับแสงแดดได้ หรือเอนเอียงไปทางชอบแสงแดดเลยก็ว่าได้ หากใครที่อยากปลูกต้นไม้ชนิดนี้ภายในรอบบ้าน ควรเลือกมุมที่แสงแดดส่องถึงในทุกวัน และหากใครต้องการปลูกไว้ในบ้านเพื่อฟอกอากาศ ควรวางในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง หรือนำต้นถุงเงินถุงทองออกมารับแสงแดดในทุกเช้า จะช่วยให้ลำต้นและใบสมบูรณ์ ไม่เหี่ยวแห้ง

 

สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ในการปลูกต้นถุงเงินถุงทอง ต้องศึกษาเรื่องการดูแลทั้ง การให้น้ำและแสงแดดด้วยนะคะ และใครที่สงสัยว่าต้นถุงเงินถุงทองชอบแดดไหม ชอบน้ำไหม สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่เราเอามาแชร์ได้เลย

 

 

 

ต้นถุงเงินถุงทองชอบแดดไหม

 พันธุ์ไม้

คอนโดนางฟ้ายักษ์ขยายพันธุ์อย่างไรบ้าง

คอนโดนางฟ้ายักษ์ขยายพันธุ์อย่างไรบ้าง

คอนโดนางฟ้ายักษ์ขยายพันธุ์อย่างไรบ้าง

การเพาะเมล็ด วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ไม่ค่อยเร็วทันใจเท่าไหร่สำหรับผู้ที่ต้องการต้นใหญ่ยักษ์เร็วๆ ไหนจะต้องใช้เวลาในการเพาะ และกว่าจะเติบโตจากต้นเล็กจนกลายเป็นต้นใหญ่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี การปลูกวิธีนี้ถึงจะช้าแต่เราจะได้ต้นที่แข็งแรงมีรากแก้วสมบูรณ์ ให้อายุที่ยืนยาวแก่ต้น ที่สำคัญการปลูกจากเมล็ดดอกที่ออกมานั้นจะให้กลิ่นหอม ขั้นตอนการเพาะเมล็ดจะมีรายละเอียดดังนี้

  • เตรียมกระถางเพาะที่มีรูระบาย ขนาดประมาณ 5-6 นิ้วหรือเล็กกว่านั้นก็ได้ ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วจึงนำมะพร้าวสับที่แช่น้ำทิ้งไว้ 1-2 คืนรองก้นกระถาง และโรยทับพอประมาณด้วยหินภูเขาไฟ จากนั้นโรยอีกครั้งด้วยปุ๋ยละลายช้าออสโมโค้ทสูตร 13-13-13 ประมาณ 1-2 ชต. ตามด้วยยาป้องกันเชื้อรา
  • ดินเพาะสามารถใช้ดินร่วนผสมทรายร่อนให้ละเอียด ใส่เป็นขั้นตอนต่อไปลงในกระถางให้เหลือพื้นที่ขอบกระถางประมาณ 0.5-1 นิ้ว หรือใครจะใช้พีทมอสก็ได้ ส่วนใครมีน้ำยาเร่งรากก็สามารถใส่เพิ่มลงได้ในขั้นตอนนี้
  • ถ้าเป็นกรณีที่ใช้พีทมอสให้นำกระถางไปวางไว้ในภาชนะที่บรรจุน้ำไว้ แล้วทิ้งไว้สักพักให้น้ำซึมจากก้นกระถางจนดินเริ่มเปียก แต่ถ้าใช้ดินร่วนปนทรายให้รดน้ำพอชุ่มลงในกระถางได้เลย
  • โรยเมล็ดเพาะให้กระจายลงหน้าดินในกระถางให้ทั่ว อย่าใส่เมล็ดเยอะมากเกินไป จากนั้นฉีดพ่นน้ำหน้าดินอีกครั้ง แล้วจึงนำกระถางวางบนภาชนะที่หล่อน้ำไว้ใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่น วางไว้ที่มีแดดเช้าส่อง 2-3 ชม. ประมาณ 2-3 เดือนค่อยเปิดถุงเติมน้ำแล้วปิดถุงไว้อย่างเก่า ใช้เวลาอีก 5-6 เดือนค่อยเปิดถุงนำต้นกล้าแยกกระถาง

 

 

 

การแยกหน่อปักชำ เป็นวิธีที่ดีและนิยมทำกันมากที่สุด เพื่อให้คอนโดนางฟ้ายักษ์ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วที่สุด

  • เตรียมลำต้นหรือหน่อที่จะนำมาปักชำ โดยการเลือกตัดตรงส่วนที่ต้องการจากต้นและทาปูนแดงตรงบริเวณแผลให้ทั่ว ทิ้งไว้ในที่ร่ม 5-7 วัน
  • เตรียมหลุมลึก 30x30x30 ซม. ใช้ดินร่วนผสมทราย อัตราส่วน 1:1
  • วางต้นชำลงดินแล้วกลบด้วยดินที่ผสมไว้ ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย และพยายามหาอะไรมาบังแดดไว้ก่อน รดน้ำ 3-4 วันครั้งในช่วงตั้งตัว 1-2 เดือนแรก หลังจากนั้นค่อยให้โดนแสงแดดและเริ่มใส่ปุ๋ยได้ โดยใช้ปุ๋ยหมักโรยรอบโคนต้นและรดน้ำตามลงไปให้ทั่ว
  • เมื่อต้นแข็งแรงดีให้ลดน้ำเหลืออาทิตย์ละ 1 ครั้งพอ

 

 

 

 

 

 

 

คอนโดนางฟ้ายักษ์ขยายพันธุ์อย่างไรบ้าง

ไม้ประดับ

คอนโดนางฟ้าวิธีปลูกมีแบบไหนบ้าง

คอนโดนางฟ้าวิธีปลูกมีแบบไหนบ้าง

คอนโดนางฟ้าวิธีปลูกมีแบบไหนบ้าง

คอนโดนางฟ้าวิธีปลูกลงในกระถาง ไม่ว่าจะเป็นกระถางเล็กหรือใหญ่ให้กะขนาดกระถางให้พอดีกับต้นที่จะปลูก เนื่องจากคอนโดนางฟ้าเป็นไม้อวบน้ำจึงไม่ชอบน้ำขังและดินปลูกต้องระบายน้ำได้ดี ดังนั้นกระถางที่ใช้ต้องมีรูระบายน้ำ ดินปลูกจะไม่ค่อยมีสูตรตายตัวแล้วแต่ความสะดวกของผู้ปลูก ส่วนใหญ่ถ้าเป็นกระถางเล็กจิ๋วนิยมใช้ดินสำหรับปลูกแคคตัสผสมกับเพอร์ไลต์ ซึ่งเป็นหินที่เกิดจากแร่ภูเขาไฟ เป็นวัสดุปลูกที่ทำให้ดินโปร่งเบา อุ้มน้ำได้แต่ระบายความชื้นได้ดี แต่ถ้าเป็นกระถางใหญ่สามารถใช้ดินร่วนผสมทรายและขุยมะพร้าวอัตราส่วน 1:1:1 ก็ได้ ถ้าใครมีปุ๋ยหมักหรือเปลือกไข่ก็สามารถใส่ผสมลงได้เลย

 

 

ก่อนใส่ดินลงกระถางควรนำถ่านหรือมะพร้าวสับรองก้นกระถางก่อนเพื่อช่วยระบายน้ำ การปลูกในกระถางสามารถดูแลเป็นพิเศษได้โดยโรยสตาร์เกิ้ลจีลงในดินนิดหน่อยเพื่อป้องกันแมลง พร้อมทั้งใส่ปุ๋ยละลายช้าสูตร 13-13-13 โดยโรยใส่ดินในกระถางไม่ต้องมาก เมื่อนำต้นลงปลูกและกลบดินเรียบร้อยแล้วขั้นตอนสุดท้ายควรนำหินโรยทับให้ทั่วหน้าดิน เพื่อเป็นการประคองต้นและช่วยไม่ให้หน้าดินกระเด็นกระจายเวลารดน้ำ การรดน้ำให้ค่อยๆรดพอให้ดินมีความชื้นหรือสังเกตพอให้ก้นกระถางมีน้ำหยดที่รูระบายก็เพียงพอ

แล้ว ในระยะแรกให้วางในที่ร่มรำไรก่อนซัก 1 อาทิตย์ หลังจากนั้นให้วางในที่รับแสงแดดช่วงเช้าประมาณ 4-5 ชั่วโมง รดน้ำ 5-7 วันต่อครั้ง ใส่ปุ๋ย 3-4 เดือนต่อครั้ง และคอยเปลี่ยนกระถางอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ต้นแน่นกระถางจนเกินไป แค่นี้คุณก็ได้ปราสาทสวยๆไว้รอลุ้นดอกแล้ว

 

 

คอนโดนางฟ้าวิธีปลูกลงดิน ต้องเป็นบริเวณที่ไม่มีน้ำท่วมขังและมีแดดช่วงเช้าส่องถึง เตรียมดินปลูกสูตรเดียวกับปลูกในกระถาง หรือจะเป็นดินร่วนปนทรายธรรมดาก็ได้ ขุดหลุม 30x30x30 ซม. นำต้นหรือตอที่เตรียมไว้ลงดินแล้วกลบดินโรยทับด้วยหินเพื่อป้องกันหน้าดินกระเด็นจากการรดน้ำและเป็นการตกแต่งโคนต้นไปด้วย อาทิตย์แรกหาที่บังแดดมาป้องกันแสงแดดจัดไว้ก่อน ทิ้งไว้ 5-7 วันค่อยรดน้ำ จากนั้นค่อยรด 3-4 วันต่อครั้ง จนผ่านไป 1-2 เดือนค่อยเริ่มใส่ปุ๋ย จะเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยละลายช้าก็ได้ โดยใส่ปีละ 4-5 ครั้งก็เพียงพอ เมื่อต้นติดรากเติบโตแข็งแรงดีแล้วปล่อยให้ต้นเจอแสงแดดช่วงเช้าให้เต็มที่ รดน้ำอาทิตย์ละครั้ง ไม่นานต้นก็เปลี่ยนเป็นคอนโดนางฟ้ายักษ์ให้คุณแล้ว

 

 

คอนโดนางฟ้าวิธีปลูกมีแบบไหนบ้าง

ไม้ประดับ

วิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึก

วิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึก

วิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึก

ต้นแก้วสารพัดนึกไม้เป็นประดับที่สวยงามเป็นไม้ที่มีเสน่ห์ในตัวมีคุณสมบัติที่ดีมากๆแก้วสารพัดนึกเป็นไม้มงคล เป็นไม้ประดับสวยประดับอาคาร ที่มีรูปทรงที่ด้านล่างของใบก็จะมีสีม่วงเป็นสีม่วงเข้มส่วนด้านบนของใบก็จะมีเส้นใบแข็งมีรูปร่างของใบคล้ายลักษณะของหน้าม้า บางคนก็เลยเรียกเจ้าสารพัดนึกว่า แก้วหน้าม้าแก้วสารพัดนึก เป็นไม้มงคลประเภทว่าน ลำต้นอวบน้ำใบใหญ่ตั้งใหญ่เขียวเข้มด้านล่างของใบมีสีม่วงเข้มเป็นลูกศรชี้

เป็นไม้มงคลที่ช่วยกรองอากาศเป็นไม้ประดับที่สวยงามมีเสน่ห์ในตัวและหลายๆคนก็เชื่อว่าต้นแก้วสารพัดนึกออกดอกก็จะให้คุณแก่ผู้ปลูกเลี้ยงนั่นเองการให้คุณค่าแก่ผู้ปลูกเลี้ยงก็จะมีความเชื่อไปในทางของการให้โชคลาภให้มงคลกับผู้ปลูกและบางคนก็ชื่อว่าปลูกแล้วต้นแก้วสารพัดนึกว่าจะป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่เข้ามาสู่บ้านเรือนได้มีความเชื่อว่าสามารถออกดอกได้สมหวังในทุกสิ่งที่สมปรารถนาโชคลาภโชคมาบารมีเกิดสมปรารถนาหน้าจอมันขึ้นอยู่กับต้นที่เกิดขึ้นอย่างแรงดันยิ่งใบใหญ่แค่ไหนราคาก็จะขึ้นตามนั้น ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาวิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึกก่อนนำเลี้ยง

 

 

นำเคล็ดลับวิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึกให้รอดแล้วก็สวยด้วยใครเลี้ยงแล้วตายใครเลี้ยงแล้วรักใครเลี้ยงแล้วใบเหลืองทำตามทุกขั้นตอนก็จะได้ประโยชน์แก้วสารพัดนึกเป็นไม้มงคลไม้สวยงามที่ต้องการความใส่ใจอย่างมากเลี้ยงไว้แล้วสังเกตดูว่าเขามีอาการไหม้หรือยังมีรากเน่าโคนเน่าหรือเปล่าถ้ามีให้หาสาเหตุแล้วรีบแก้ไขก่อนที่เราจะเสียต้นไม้ที่เราจะเสียต้นไม้ไปแก้วสารพัดนึกไม่ชอบให้รดน้ำบ่อยๆ3ถึง4วันรดน้ำครั้งก็ยังสวยแข็งอยู่แต่ถ้าไม่สบายใจให้สังเกตดินปลูกในกระถางถ้าแห้งก็ลดบ้างให้ชุ่มก็พอแต่อย่าแฉะเดี๋ยวเขาจะเกิดรากเน่าโคนเน่าวัสดุปลูกกาบมะพร้าวสับก็เป็นสิ่งที่สำคัญแต่ก็นำมาใช้กาบมะพร้าวต้องนำไปแช่น้ำก่อน1คืนเพื่อนำสารที่เป็นพิษต่อต้นไม้ออกไปนั้นเองส่วนผสมให้ผสมใบมะขามบ้างนิดหน่อยแต่ก่อนจะนำไปใช้ให้ผสมดินแล้วก็ดินเก่าทุกอย่างเข้าที่และมีความเย็นพร้อมที่จะปลูกได้นำมาใช้ได้เพราะจะมีปัญหากับราก

 

 

แก้วสารพัดนึกต้องการดินที่โปร่งระบายน้ำดีส่วนก้นกระถางปลูกให้ใช้ถ่านหุงข้าวรองก้นเพื่อกันเชื้อราและเป็นการระบายน้ำให้ได้ดีนั่นเองกระถางที่ใช้ปลูกควรจะเป็นกระถางดินเผาการสังเกตกระถางที่แก้วสารพัดนึกชอบเป็นกระถางดินเผาเขาไม่ชอบกระถางพลาสติกกระถางดินเผาเวลาเจอน้ำที่รดลงไปเขาก็จะเย็นระบายน้ำได้ดีส่งเสริมให้รากเจริญเติบโตได้ดีในกระถางแสงแดดเพื่อการปรุงอาหารถ้าต้องการแสงเพียงรำไรนิดหน่อยช่วงครึ่งวันเช้าถ้าจะให้ดีเขาต้องการอยู่ใต้ต้นไม้ที่เย็นอากาศร้อนๆอากาศถ่ายเทสะดวกคือแสงตลอดวันแต่ไม่ใช่แสงแดดส่องถึงเมื่อเลือกทำเลที่ตั้งสถานได้แล้วอย่าย้ายที่บ่อยๆเพราะถ้าหากย้ายที่ไปบ่อยเขาจะต้องปรับสภาพตัวเองเมื่อเขาปรับสภาพไม่ทันเพราะจะทำให้ใบเหลืองเลือกถูกที่เขาจะมีความสุขตลอดวันนี่ก็เป็นวิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึกเเบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

 

 

วิธีดูแลต้นแก้วสารพัดนึก

ไม้ประดับ

ไม้กฤษณา กับสรรพคุณต่างๆที่น่าสนใจ

ไม้กฤษณา กับสรรพคุณต่างๆที่น่าสนใจ

ไม้กฤษณา กับสรรพคุณต่างๆที่น่าสนใจ

ไม้กฤษณา ถือเป็นไม้ที่มีประโยชน์และสรรพคุณต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนโบราณได้ใช้มันกับการผลิตเป็นยา หรือเพื่อใช้เป็นสิ่งกระตุ้นความรู้สึกผ่อนคลายให้กับสมองที่เรียกกันว่าอโลม่าเทอราพี ซึ่งไม้กฤษณาจะนำมาใช้ทำให้เกิดกลิ่นหอมสำหรับการบำบัด และเพื่อความสุนทรียทางอารมณ์ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น สำหรับไม้กฤษณา ประโยชน์ ของมันเรียกได้ว่าไม่ใช่แค่ที่กล่าวมาเท่านั้นแต่ยังมีอีกมากมายหลายหลาก ที่เราจะใช้ประโยชน์ได้จากมัน ซึ่งวันนี้เราจะนำเอาสิ่งดีๆจากไมกฤษณา มานำเสนอกัน อย่ารอช้าว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
ประโยชน์ของไม้กฤษณา

 

สำหรับไม้กฤษณษจะมีคุณค่าและประโยชน์อะไรบ้างนั้นก็มาดูกันเลย
1.สามารถสกัดน้ำจากใบของไม้กฤษณามาใช้ในการรักษาโรคเบาหวานได้
2.แก้อาการปวกศรีษะวิงเวียนได้ โดยใช้ในส่วนของเนื้อไม้มาสกัดเพื่อให้ได้กลิ่นหอม
3.หากนำไม้กฤษณามาสกัดเป็นยาก็สามารถมีสรรพคุณที่จะช่วยในการเสริมสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย
4.ใช้มาทำเป็นยากแก้หอบหืดได้ด้วยการสกัดและผสมแบบตำราจีน
5.เนื้อไม้ของไม้กฤษณาสามารถสกัดทำเป็นยาแก้ไข้ลดไข้ได้ด้วย
6.สามารถนำเนื้อไม้ของต้นกฤษณา มาใช้ต้มเพื่อดื่มแก้ร้อนใน ขับเสมหะได้ หรือนำมาผสมเข้ากับยาหอมเพื่อรับประทาน
7.ใบของไม้กฤษณา สามารถนำมาต้มเพื่อรักษาอาการภูมิแพ้ได้
8.สามารถนำเนื้อไม้มาต้มรับประทานเพื่อแก้อาการท้องร่วงได้
9.แก้ปวดหน้าอก หอบหืด แก้ไอ อาเจียน ลดอาการปวดท้อง อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ แก้อาการหอบหืดได้
10.เป็นยำบำรุงเลือด

 

 

ไม้กฤษณาเติบโตได้ที่ไหน

สำหรับไม้กฤษณาถือเป็นไม้ที่มีคุณค่าและสรรพคุณมากมายที่เหมาะแก่การปลูกเพื่อเอาไว้ทำยาต่างๆ ซึ่งไม้กฤษณานั้นก็เป็นพืชที่เติบโตได้ ทั่วๆไปและสามรถเจริญเติบโตได้ดีกับดินที่มีความชุ่มชื้นสูง ไม่เหมาะสำหรับการปลูกในดินลูกรัง หรือทราย หรือพื้นที่ๆมีความแห้งแร้งมาก สำหรับไม้กฤษณา หลายๆคนอาจจะมีคำถามว่าห้ามปลูกหรือไม่ คือไม้กฤาณานั้นจะผิดกฤหมายเมื่อยู่ในป่าโดยห้ามตัดห้ามนำไม้ออกมา

 

 

แต่หากปลูกในที่ดินส่วนตัวก็สามารถปลูกได้ และไม่ผิดกฏหมาย ซึ่งถือได้ว่าไม้กฤษณาเป็นพืชที่มีสรรพคุณมากมาย และสามารถขายได้ราคา ซึ่งการปลูกไม้กฤษณาถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อการปลูกเป็นอย่างมาก ทั้งการสกัดเป็นน้ำหอม หรือทำเป็นยา ยาจีน ด้วยคุณค่าที่มากมายขนาดนี้ก็น่าสนใจมากๆ

 

ไม้กฤษณา กับสรรพคุณต่างๆที่น่าสนใจ

วิธีดูแลต้นไม้

พืชไร่ 13 ชนิดในประเทศไทย

พืชไร่ 13 ชนิดในประเทศไทย

พืชไร่ 13 ชนิดในประเทศไทย

            อย่างที่เราทราบกันดีนะคะว่า พืชในประเทศไทยนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ค่ะ นั่นก็คือ พืชไร่ , พืชสวน และ ป่าไม้ นั่นเองค่ะ แต่ในวันนี้เราจะมีเจาะลึกกันถึงเรื่องของ พืชไร่ ค่ะ อีกทั้งนอกจากข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับพืชไร่แล้วนั้น เนื่องจากมีพืชไร่หลายชนิดที่ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยค่ะ ดังนั้นเราจึงนำ พืชไร่ 13 ชนิด มาฝากทุกท่านกันด้วยค่ะ

อันดับแรกมารู้จักพืชไร่กันสักนิดก่อนนะคะ พืชไร่ จริง ๆ แล้วคือกลุ่มพืชที่ต้องการน้ำน้อย มีทั้งไม้ล้มลุกและไม้ทนแล้งค่ะ เป็นพืชประเภท พืชปีเดียวค่ะ คือในหนึ่งปีให้ผลผลิตแค่หนึ่งครั้งและสามารถเก็บเกี่ยวได้ครั้งเดียว เมื่อเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้วลำต้นก็จะล้มตายค่ะ อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วนะคะ พืชไร่ที่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย สำหรับพืชไร่สามารถนำมาแบ่งออกเป็นปะเภทแยกย่อยได้เยอะมากค่ะ ทั้งประเภทใช้เมล็ด เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ประเภทคลุมดิน ซึ่งก็คือพืชตระกูลถั่วนั่นเองค่ะ ซึ่งพืชไร่ก็มีทั้งแบบนำไปแปรรูปหรือนำไปขายในรูปแบบของผลิตผลได้เลยค่ะ ตอนนี้เราก็ทราบเกี่ยวกับพืชไร่กันไปคร่าว ๆ แล้วนะคะ เดี๋ยวเราไปดู พืชไร่ 13 ชนิด กันเลยค่ะ

  1. อ้อย ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำตาลทรายค่ะ ซึ่งต้องบอกว่า ในปัจจุบันน้ำตาลก็เป็นอีกหนึ่งในวัตถุดิบประกอบอาหารที่สำคัญมากเลยนะคะ อีกทั้งอ้อยยังถูกนำมาแปรรูปจำหน่ายในรูปแบบของน้ำอ้อย อ้อยควั่น อีกด้วยค่ะ หูย มีแต่ของอร่อยทั้งนั้น
  2. ข้าวโพด นอกจากจะถูกนำมาประกอบอาหารและแปรรูปเพื่อรับประทานแล้วนั้น ยังถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์อีกด้วยค่า
  3. มันสำปะหลัง อีกเช่นกันค่ะ ทั้งถูกนำมาประกอบอาหารรับประทาน ยังถูกนำไปแปรรูปเป็นวุ้นเส้น เบียร์ เครื่องปรุง กาว แป้งเปียก ฯลฯได้อีกด้วยค่ะ
  4. ข้าวฟ่าง นอกจากจะใช้ผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วยังสามารถนำมาแปรรูปทำน้ำเชื่อมหรือน้ำหมักแอลกฮอล์ได้อีกด้วยค่ะ
  5. ถั่วเหลือง นอกจากจะนำมารับประทานได้แล้ว ก็ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นน้ำมันได้อีกนะคะ
  6. ตะไคร้หอม เป็นพืชไร่ประเภทสมุนไพรค่ะ สามารถนำมาใช้ได้หลายด้านเลยค่ะ ทั้งประกอบอาหาร เป็นยารักษาโรค หรือจะนำมาทำเป็นยากันยุงก็เริ่ดค่ะ

  1. มะพร้าว สารพัดประโยชน์อีกเช่นกันค่ะ สำหรับน้ำมันมะพร้าว ทั้งกิน ทั้งทา อีกทั้งส่วนของกะลาก็ยังสามารถนำมาประดิษฐ์เป็นของใช้ได้อีกด้วยค่ะ
  2. ฝ้าย เป็นอีกหนึ่งพืชไร่ประเภทเส้นใยที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมสิ่งทออย่างมากค่ะ
  3. ขมิ้น อีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมายค่ะ ทั้งช่วยทำให้ผิวพรรณสวยงาม อีกทั้งยังช่วยรักษาโรคได้อีกมากมาย เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ เป็นต้น
  4. งา เป็นพืชไร่ประเภทให้น้ำมันค่ะ ซึ่งแน่นอนค่ะ นอกจากจะสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันงาเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหารแล้ว ยังสามารถนำมาประกอบอาหารเพื่อรับประทานได้อีกด้วยค่ะ
  5. กาแฟ เป็นหนึ่งในพืชให้เมล็ด ที่สารพัดประโยชน์เช่นกันค่ะ ทั้งการนำมาสกัดเป็นกาแฟดื่มได้ เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย กากกาแฟ สามารถนำมาขัดผิวได้ อีกทั้งส่วนของเมล็ดกาแฟยังใช้นำมาตั้งดับกลิ่นได้อีกด้วยค่ะ
  6. ปาล์ม ใช้ในการนำมาสกัดทำน้ำมันอีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปเพื่อทำ เนยขาว ครีมฉาบหน้าขนม ได้อีกด้วย
  7. ชา เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ ที่จะนำมาต้มดื่มเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายค่ะ

 

พืชไร่ 13 ชนิดในประเทศไทย

และนี่ก็คือ พืชไร่ 13 ชนิด ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างสารพัดประโยชน์เลยล่ะค่ะ และนอกจากนี้ยังมีพืชไร่อีกมากมายที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ

 

 

พืชไร่ 13 ชนิดในประเทศไทย

วิธีดูแลต้นไม้

ปลูกต้นไม้ ต้นเเคนา ที่คนนิยมปลูกกันในบ้าน

ปลูกต้นไม้ ต้นเเคนา ที่คนนิยมปลูกกันในบ้าน

ปลูกต้นไม้ ต้นเเคนา ที่คนนิยมปลูกกันในบ้าน

      เเน่นอนว่าทุก ๆ บ้านมักจะมีต้นไม้เป็นการตกเเต่งบ้านเเละการ ปลูกต้นไม้ ยังช่วยให้ร่มเงา เเละคายออกซิเจนให้เราได้รับอากาศที่สดชื่น โดยหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าต้นไม้ชนิดไหน ที่คนส่วนใหญ่ชอบ ปลูกต้นไม้ เอาไว้ในบ้าน โดยต้นไม้ที่คนนิยมปลูกกันในบ้านทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน เเละภาคอื่นๆ นั่นก็คือ ต้นเเคนา

นั่นก็เพราะว่า ต้นเเคนามีประโยชน์เยอะมาก สามารถนำมาทำได้หลายอย่าง เป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่สามารถให้ร่มเงาได้อย่างดี นอกจากนี้ยังโตไว เเละส่วนต่าง ๆ ของต้นเช่น ดอก ก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย

โดย ต้นเเคนา จะมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น แคขาว, แคเก็ตวา, แคเก็ตถวา, แคเค็ตถวา, แคภูฮ่อ, แคป่า, แคทราย, แคยาว, แคอาว, แคยอดดำ และเเคนา เป็นต้น โดยชื่อเรียกก็จะเเตกต่างกันออกไปในเเต่ละภาค เเละยังเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกกันในบ้านอีกด้วย

เพราะเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย โตไว สวยในปัจจุบันมักจะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก รองลงมาก็คือการปักชำราก ซึ่งต้นเเคนาจัดอยู่ในหมวดหมู่ของต้นไม้ผลัดใบ มีขนาดเล็กเเต่สามารถเติมโตได้ไปจนถึงขนาดกลาง ความสูงของลำต้นสามารถสูงและโตเต็มที่คือ 10 – 20 เมตร บริเวณเปลือกรอบๆ ลำต้น จะเป็นสีน้ำตาลอ่อนอมสีเทาเล็กน้อยมีจุดประสีดำ ผิวต้นจะมีลักษณะเรียบหรือบางต้นอาจจะกร่อนแล้วเเต่การดูเเล

ส่วนลักษณะของใบใบของต้นเเคนาจะเป็นลักษณะเเกมไข่ขอบขนานปลายเเหลม โคนเบี้ยว และต่อมาก็คือส่วนที่นิยมเอาไปใช้มากที่สุดคือ ดอก โดยดอกจะเป็นช่อกระจะสั้น และมีขนาดใหญ่ ลักษณะของดอกจะคล้ายๆ รูปแตรสีขาว ถ้านึกภาพกันแบบง่ายๆ จะออกดอกที่ปลายกิ่ง ขนาดจะยาวประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 1.8 – 4 เซนติเมตร ในแต่ละช่อที่เราเห็นจะมีดอกอยู่ทั้งหมดประมาณ 2 – 10 ดอก กลีบเลี้ยงหนาเเละปลายเรียวเล็กและโค้งยาวประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร

การ ปลูกต้นไม้ ต้นเเคนา มีประโยชน์มากมายที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ โดนดอกของแคนาที่เราเห็นนั้น สามารถเอามาใช้ประกอบอาหารได้ หลายอย่าง จะเอามาทำเป็นแกงส้ม หรือจะนำดอกมาลวก หรือต้มจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้ และรู้หรือไม่ว่าเนื้อไม้ของต้นเเคนายังนิยมในการเอาไปใช้กับสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เช่น เสา เเละไม้กระดาน เป็นต้น หรือจะใช้เป็นอาหารให้กับสัตว์ เช่น วัว, ควาย เเละม้า

 

 

ปลูกต้นไม้ ต้นเเคนา ที่คนนิยมปลูกกันในบ้าน

วิธีดูแลต้นไม้

วิธีดูแลต้นไม้ฟอกอากาศ ยอดฮิตที่นิยมปลูกในห้องนอน

วิธีดูแลต้นไม้ฟอกอากาศ ยอดฮิตที่นิยมปลูกในห้องนอน

        ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่สามารถปลูกได้ในห้องนอนอะไรบ้าง แล้วปลุกยังไงตอนนี้ เนี่ยกระแสกำลังนิยมมาก ในห้องนอนอยู่ในบ้านกำลังบูมมาก เลยรวบรวมที่ปลูกง่าย ๆ สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มปลูกต้นไม้ หรือว่าคนที่ปลูกไม่เป็นเลย ถ้ารู้วิธีดูแลต้นไม้ฟอกอากาศ อย่างถูกต้องเรามาเริ่มกันที่ต้นแรกเลยนั่นก็คือ

ต้นไทรใบสักเขาเป็นต้นไม้ที่ดูดซับสารพิษได้ดีและยังช่วยเพิ่มโอกาสได้ด้วยต้นนี้ชอบแดดรำไรที่บ้านกรองแสงควรโดนแดดอย่างน้อย 3 ถึง 5 ชั่วโมงและไม่ควรรดน้ำบ่อยรดน้ำได้ 3-4 วันต่อครั้งเมื่อดินแห้งสวนต้นเดหลีก็เป็นต้นไม้มงคลที่ช่วยปัดเป่าภัยและโชคร้ายแถมยังช่วยซับสารพิษเช็ดกาวสีและน้ำยาเคลือบเล็บการดูแลก็ควรรดน้ำอย่างน้อย 2 วันครั้งแต่ปุ๋ยคอก 2-3 เดือนครั้งทำความสะอาดใบไม้เป็นประจำ และต้นนี้ชอบแสงแดดรำไรอากาศไม่ร้อนมากไปไปจะเป็นต้นยางอินเดียซึ่งจะช่วยลดสารพิษเจดีย์ต้นนี้ไม่ชอบออกแดดชอบแสงรำไรไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินรดน้ำ5วันครั้งเนื่องจากจะทำให้รากเน่าใบเหลืองและเปลี่ยนสีได้ควรหมั่นทำความสะอาดใบบ่อยๆมันอาจจะกำจัดเศษฝุ่นและสิ่งสกปรกออก

นอกจากนั้นยังมีต้นแก้วสารพัดนึกซึ่งเป็นต้นไม้มงคลสวยงามพี่จะเพิ่มโชคลาภป้องกันสิ่งไม่ดีตามความเชื่อวิธีดูแลรดน้ำได้ 2-3 วันครั้งไม่ให้ดินแฉะเกินไปจะทำให้รากเน่าต้นนี้ไม่ชอบแดดแรงมากไว้ในห้องที่มีแฟนของถึงก็พอควรฉีดละอองน้ำให้ทุกวันเพราะต้นสารพัดนึกต้องการความชื้นสูง ต่อไปจะเป็นต้นครีบปลาวาฬเป็นไม้สายพันธุ์ลิ้นมังกรที่มีขนาดใบใหญ่เป็นอีกหนึ่งต้นที่ช่วยในการฟอกอากาศได้ดีและผลิตออกซิเจนในเวลากลางคืน สามารถโดนแดดได้แต่ไม่ควรจัดมากทนน้ำได้ 3-4 วันครั้งรอจนแห้งสนิทแล้วค่อยลด

อีกตัวสุดท้ายคือลิ้นมังกรต้นไม้พ่อไก่ยอดฮิตที่ทุกบ้านแทบจะต้องมีรดน้ำเพียงครั้งต้นนี้ชอบที่มีอากาศถ่ายเทและแดดรำไรและควรหมั่นนำไปวางตากแดดบ่อยๆอย่าลืมซื้อกระถางที่เหมาะสมต้นไม้ส่วนใหญ่ชอบกระถางดินเผาที่มีความชื้นและระบายน้ำได้ดีวิธีดูแลต้นไม้ฟอกอากาศหลักๆก็คือต้นไม้เหล่านี้จะไม่ชอบน้ำที่มากจนเกินไปการรดน้ำต้นไม้แค่รดน้ำไม่ให้ดินแห้งก็พอและพวกมันก็ไม่ชอบแดดที่แรงมากจนเกินไปพอมีแสงรำไรวันๆก็เพียงพอผู้ปลูกระวังไม่ให้รากเน่ารับแดกจนมากเกินไปเพียงเท่านี้ต้นไม้ก็ยังอยู่กับเราไปได้นานแล้ว

 

  • ต้นงาช้าง

ตอนนี้2ชนิดก็คือแบบธรรมดาที่เป็นแฉกแบบนี้แบบแช่ในน้ำซึ่งตอนที่ซื้อมามันเล็กเลี้ยงง่ายมากไม่ต้องการการเอาใจใส่อะไรมากรดน้ำนานๆทีเขาก็รอดเอาไว้ในห้องลืมไปเลยว่าต้องรดน้ำเขาก็ยังไม่ตายแล้วก็เป็นไม่ค่อยชอบน้ำมากประมาณ 1 อาทิตย์หรือ 2อาทิตย์กว่า ๆ ถึงจะลดน้ำทีนึงประมาณอาทิตย์นึง จะพาเขาไปรับแสงแดดนิดนึง ซึ่งแสงแดดที่บอกยังไม่ใช่โดยตรง เป็นแสงแดดรำไรที่ผ่านมาจากหน้าต่างอีกทีนึง ก็จะเอาเข้าไปวางให้รับวิตามิน ให้ได้ทำการสังเคราะห์แสง เพราะว่าในห้องต้นงาช้างถ้าเกิดว่าเพื่อน ๆ ให้น้ำเขาเยอะเกินไป ดินจะนิ่มซึ่งมันก็เป็นสัญญาณ ที่จะไม่ดีเพราะเขา มีโอกาสที่จะรากเน่า แล้วต้นเนี่ยก็คือไม่ต้องดูแลอะไรเขาเยอะเลย ปล่อยอย่างนั้นนี่ ก็เป็นตัวอย่าง วิธีการดูแลต้นไม้ฟอกอากาศ ที่อยู่ในห้อง

ถ้าอยากให้เขาอายุยืนอยู่ในบ้านของคุณได้นานๆก็ควรศึกษาวิธีการดูแลต้นไม้ฟอกอากาศและชนิดของต้นไม้ที่กำลังจะนำมาปลูกปลาชนิดชอบน้ำมันชนิดชอบแดดหรือบางชนิดก็ไม่ชอบเลย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการปลูกพืชในห้องยกตัวอย่างนอกเหนือจากต้นงาช้างที่กล่าวไป

วิธีดูแลต้นไม้

กล้วยไม้แวนด้า

กล้วยไม้แวนด้า

กล้วยไม้แวนด้า

กล้วยไม้ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ นั้น แท้ที่จริงแล้ว เขามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายสกุลเลยล่ะค่ะ ทั้งแคทรียา , ฟาแลนนอปซิน ฯลฯ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงกล้วยไม้สกุลแวนด้าค่ะ

แวนด้า คือกล้วยไม้ประเภทโมโนโพเดี้ยลค่ะ ซึ่งถูกพบในป่าตามธรรมชาติ โดยถูกจำแนกได้เป็นประมาณ 40 ชนิด กระจายกันออยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งอินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ฯลฯ เราสามารถจำแนกประเภทของแวนด้าได้จากลักษณะของใบค่ะ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท นั่นก็คือ

แวนด้าใบกลม

ลักษณะของใบจะเป็นทรงทรงกระบอก กลมยาว ค่ะ มีหลายชนิดด้วยกัน ทั้ง แวนด้าฮุกเกอเรียนา หรือจะเป็นพันธุ์ที่เป็นลูกผสม เช่น แวนด้า โจคิม ซึ่งมาจากการผสมระหว่าง แวนด้า ฮุกเกอเรียนา กับเอื้องโมก เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ผสมขึ้นมา จึงทำให้เลี้ยงได้ง่าย และออกดอกเก่งค่ะ ถ้าหากว่าท่านไหนที่ อยากลองเลี้ยงกล้วยไม้สกุลนี้ดู ขอแนะนำให้เลือกเป็น แวนด้าใบกลม ก่อนค่ะ เนื่องจากแวนด้าใบกลมนั้น ถือเป็นแวนด้าประเภทที่เลี้ยงง่ายที่สุด สามารถปลูกกลางแจ้งได้ค่ะ จึงน่าจะเหมากับมือใหม่ที่ยังไม่มีโรงเรือน แต่ข้อเสียคือดอกมักจะบานได้ไม่นานค่ะ

แวนด้าใบแบน

ลักษณะของใบแผ่แบน มีหน้าตัดตรงใบเป็นรูปตัววี ข้อถี่ และปล้องสั้นค่ะ มีอยู่หลายชนิดด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ฟ้ามุ่ย , สามปอยนก , เข็มขาว เป็นต้น และถ้าหากว่า แวนด้า ที่เลี้ยงง่ายที่สุดคือแวนด้าใบกลมล่ะก็ แวนด้าที่เลี้ยงยากที่สุดก็ต้องยกให้แวนด้าใบแบนเลยค่ะ

แวนด้าใบร่อง

แวนด้าประเภทนี้ไม่ถูกพบในธรรมชาตินะคะ เพราะเกิดจากการนำแวนด้าใบแบน และ แวนด้าก้างปลามาผสมกันค่ะ โดยลักษณะใบจะออกไปทางแวนด้าใบแบนค่ะ ตัวอย่างเช่น แวนด้า บลูมูน , แวนด้า ที เอ็ม เอ เป็นต้น

แวนด้าก้างปลา

กล้วยไม้แวนด้า

แวนด้าประเภทนี้มีลักษณะใบกึ่งกลมกึ่งแบนค่ะ จริง ๆ แล้วแวนด้าประเภทนี้ค่อนข้างหาได้ยาก อีกทั้งยังพบได้น้อยในธรรมชาติอีกด้วยค่ะ เท่าที่พบมี 2 ชนิด ได้แก่ แวนด้า อะเมสเซียนา และแวนด้า คิมบาลเลียนา ซึ่งกล้วยไม้สองชนิดนี้คาดว่าจะไม่ใช่ชนิดแท้ค่ะ เนื่องจากตรวจพบว่ากล้วยไม้สองชนิดนี้เป็นหมัน แวนด้าก้างปลา ที่มีให้พบในปัจจุบันเกิดจากการที่มนุษย์นำมาผสมจนเกิดเป็นสายพัรธุ์ใหม่ค่ะ เช่น แวนด้า มาเจสติก , แวนด้า เอ็มมา แวน ดีเวนเตอร์ เป็นต้น และนี่ก็คือเรื่องราวพอสังเขปของกล้วยไม้สกุลแวนด้านั่นเองนะคะ หากท่านไหนที่สนใจอยากลองเลี้ยงกล้วยไม้สกุลนี้ดู น่าจะถือเป็นอีกสกุลนึงที่มีความสวยงามอีกทั้งยังเลี้ยงไม่ยากอีกด้วยนะคะ

 

 

 

กล้วยไม้แวนด้า

พันธุ์ไม้