วิธีดูแลกล้วยไม้ สกุลแวนด้า เลี้ยงยังไงให้ออกดอกสวย 1000maidee บทความ

วิธีดูแลกล้วยไม้ สกุลแวนด้า เลี้ยงยังไงให้ออกดอกสวย

วิธีดูแลกล้วยไม้ สกุลแวนด้า เลี้ยงยังไงให้ออกดอกสวย

              ต้นไม้ ดอกไม้ ทั้งหลาย ก็ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่งค่ะ การเลี้ยงดูและบำรุงรักษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก การให้น้ำ ให้ปุ๋ย รวมไปถึงการให้สารอาหารเสริมต่าง ๆ เราจึงจำเป็นต้องรู้ถึงปริมาณที่เหมาะสม อีกทั้งการจัดสถานที่ไว้สำหรับพวกเขาก็สำคัญเช่นกันค่ะ ดังนั้นก่อนการตัดสินเลี้ยง ต้นไม้และพืช เราจึงควรศึกษาให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงพวกเขามากขึ้นค่ะ และวันนี้เราจะมาพูดถึง กล้วยไม้สกุลแวนด้าค่ะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสกุลที่วิธีการเลี้ยงไม่ได้ยากหรือซับซ้อนมากเกินไปค่ะ เราจะมาดูว่าวิธีการดูแลรักษาแวนด้าทำได้อย่างไรบ้าง แวนด้า ออกดอกปีละกี่ครั้ง และอะไรคือสิ่งที่แวนด้าชอบค่ะ

  • ห้ามมืดสนิท สำหรับแวนด้า การถูกเลี้ยงกลางแดดหรือในร่มที่มืดสนิท จะไม่ส่งผลดีต่อแวนด้าค่ะ เพราะแวนด้าชอบที่ที่มีแสงแดดรำไร ถ้าหากปลูกในโรงเรือนก็ต้องมีการพรางแสงให้เขาสักเล็กน้อยค่ะ
  • ทำเลในการจัดวาง กล้วยไม้ควรนำไปแขวนให้ด้านหนึ่งไปทางทิศตะวันออกและอีกด้านหนึ่งไปทางทิศตะวันตก

  • ทริคการถ่ายลงกระถาง สำหรับคนที่กำลังจะเตรียมถ่ายกล้วยไม้ลงสู่กระถางก็มีทริคเล็ก ๆ มาฝากกันค่ะ สิ่งสำคัญคือ ห้ามดึงตัวกล้วยไม้นะคะ เพราะจะทำให้เสียหายได้ แต่ควรนำไปแช่น้ำ ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำลงกระถาง

ปุ๋ยกล้วยไม้ ยี่ห้อไหนดีเพื่อให้ดอกกล้วยไม้ออกมาสวยงาม 1000maidee

  • น้ำ นอกจากนี้น้ำก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สำคัญสำหรับแวนด้าค่ะ ไม่ควรให้น้ำเยอะไปหรือไม่น้อยไปค่ะ วิธีเช็คให้ลองม้วนรากดูค่ะ หากรากมีลักษณะนิ่ม ๆ แปลว่าน้ำเพียงพอ แต่หากรากแตกหัก แปลว่าให้น้ำน้อยไปค่ะ
  • ปุ๋ย อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือปุ๋ยนั่นเองค่ะ สำหรับสูตรการการให้ปุ๋ยกับแวนด้าแต่ละคนก็มีเทคนิคต่างกันออกไปค่ะ เช่น บางคนจะให้สูตร 21-21-21 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และอย่าลืมฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันโรคและแมลง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนนะคะ

ในส่วนของคำถามที่ว่า  แวนด้า ออกดอกปีละกี่ครั้ง คงต้องบอกแบบนี้ค่ะว่า ระยะการออกดอกของแวนด้าในแต่ละพันธุ์นั้นแตกต่างกันค่ะ ส่วนใหญ่แล้วต้องรอประมาณ 2-3 ปี จึงจะเริ่มออกดอกค่ะ และจะออกดอกเฉลี่ยประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้ง ในบางคนที่ปลูกแวนด้าและเลี้ยงดูอย่างดี ก็สามารถออกดอกได้ทุกเดือนเลยล่ะค่ะ ดังนั้น ถ้าจถามว่า แวนด้า ออกดอกปีละกี่ครั้ง ก็คงต้องสรุปว่าขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของแต่ละบุคคลค่ะ

วิธีดูแลต้นไม้

ประเภทของปุ๋ย สิ่งที่ช่วยทดแทนสารอาหารธรรมชาติที่สำคัญ 1000maideeบทความ

ประเภทของปุ๋ย สิ่งที่ช่วยทดแทนสารอาหารธรรมชาติที่สำคัญ

ประเภทของปุ๋ย สิ่งที่ช่วยทดแทนสารอาหารธรรมชาติที่สำคัญ

        เมื่อพืชดูดซึมแร่ธาตุในดินไปใช้ ทำให้สารอาหารในดินลดน้อยลงไป ปุ๋ยจึงเป็นสิ่งที่ช่วยทดแทนสารอาหารที่ธรรมชาติมีไม่พอ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช ให้พืชเจริญเติบโตได้ดี มีผลผลิต สมบูรณ์ และยังถูกผลิตออกมาใช้งานแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละประเภท ประเภทของปุ๋ย มีดังนี้

ปุ๋ยที่ผลิตด้วยการใช้เปลี่ยนสภาพของวัสดุมาเป็นปุ๋ย

  • ปุ๋ยอนินทรีย์ เกิดจากการเปลี่ยนสภาพ โดยสามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภทคือ ปุ๋ยอนินทรีย์สังเคราะห์(มีสารอนินทรีย์) และปุ๋ยอนินทรีย์ธรรมชาติ (เกิดขึ้นตามธรรมชาติ) เช่น  ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต เป็นต้น
  •  ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากกระบวนการทางธรรมชาติ การหมัก บด จากพืชหรือสารอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก
  • ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ถูกผลิตด้วยกระบวนการความร้อนที่สูง ใช้ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์และนำมาหมัก เพื่อใช้บำรุง และรักษาพืช ที่เป็นโรคต่าง ๆ
  • ปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่สามารถสังเคราะห์ได้ด้วยตนเอง และเปลี่ยนสารอาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ได้ ได้แก่ ปุ๋ยจุลินทรีย์ที่ผลิตไนโตรเจนด้วยตัวเอง และปุ๋ยจุลินทร์ทรีย์ที่ช่วยให้ฟอสฟอรัสคงอยู่ในดิน

แบ่งได้จากการผลิตปุ๋ยที่เกิดจากธรรมชาติและผลิตจากสารเคมี

  • ปุ๋ยธรรมชาติ เป็นปุ๋ยที่สร้างขึ้นตามกระบวนการทางธรรมชาติ และถูกเป็นนำมาใช้เป็นปุ๋ย เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยฟอสเฟต เป็นต้น
  • ปุ๋ยที่ถูกผลิตจากสารเคมี เป็นปุ๋ยที่เกิดจากสังเคราะห์ และแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเพียงตัวเดียว(ปุ๋ยเดี่ยว) และ ปุ๋ยผสม(ผสมสารอาหารตั้งแต่สองตัวขึ้นไป) เช่น ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยแอมโมเนีย ปุ๋ยเม็ด 16-20-0 ปุ๋ยเม็ด 16-16-16 เป็นต้น

แบ่งตามธาตุอาหารเป็นหลัก

  • ปุ๋ยไนโตรเจน เป็นปุ๋ยจำพวกที่ประกอบด้วยสารอาหารไนโตรเจน ยกตัวอย่าง เช่น กระดูกป่น ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟต ปุ๋ยยูเรีย เป็นต้น
  • ปุ๋ยฟอสฟอรัส เป็นปุ๋ยจำพวกที่ประกอบด้วยสารอาหารฟอสฟอรัส ได้แก่ มูลสัตว์ต่าง ๆ ปุ๋ยหินฟอสเฟต เป็นต้น
  • ปุ๋ยโพแทสเซียม เป็นปุ๋ยจำพวกที่ประกอบด้วยสารอาหารโพรเทสเซียม ได้แก่ ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ 0-0-60 โพแทสเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต โพแทสเซียมไนเตรต เป็นต้น

ประเภทของปุ๋ย สิ่งที่ช่วยทดแทนสารอาหารธรรมชาติที่สำคัญ

แบ่งตามเกรด

  • เกรดต่ำ : เป็นปุ๋ยที่มีสารอาหารน้อยไม่ถึง 15 %
  • เกรดปานกลาง : ปุ๋ยที่มีปริมาณสารอาหารเพียง 15-25 %
  • เกรดสูง : ปุ๋ยที่มีปริมาณสารอาหารถึง 30 %
  • เกรดเข้มข้น : ปุ๋ยที่มีปริมาณสารอาหารมากกว่า  30 %

เห็นได้ว่าปุ๋ยสามารถแบ่งประเภทได้หลากหลาย ขึ้นอยู่ว่าจะแบ่งด้วยวัสดุที่ใช้ผลิต , แบ่งด้วยวิธีทางธรรมชาติและทางกระบวนการทางเคมี หรือการแบ่งตามธาตุอาหารที่มีอยู่ในปุ๋ย ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องคำนึงถึงปัญหาของดิน หรือระยะเวลาในการใส่ปุ๋ย เพื่อให้พืชได้รับสารอาหารอย่างถูกต้อง

วิธีดูแลต้นไม้

ข้อควรปฏิบัติในการใช้อุปกรณ์ทางการเกษตร 1000maidee บทความ

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ อุปกรณ์ทางการเกษตร

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ อุปกรณ์ทางการเกษตร 

อุปกรณ์ทางการเกษตรเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร เป็นเครื่องทุ่นแรงของชาวสวนอย่างเรา ๆ การดูแลรักษาอุปกรณ์หลังการใช้งานก็สำคัญเช่นกัน เพราะเราคงไม่ต้องการให้มันสูญหาย จากการเก็บไม่เป็นที่ หรือผุพังเพราะไม่ได้ทำความสะอาด อุปกรณ์ทางการเกษตรมีหลายชนิด และจะมีข้อควรปฏิบัติหลังการใช้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลย

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ อุปกรณ์ทางการเกษตร

ทำไมเราจะต้องดูแลเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการเกษตร ? เพราะถ้าหากเราปล่อยทิ้งไว้ โดยที่ไม่ได้ดูแลเอาใจใส่ ทำให้เครื่องมือเสียหายจากสนิม หรือเราคงไม่อยากซื้ออุปกรณ์ใหม่เพียงเพราะหาเครื่องมือชิ้นเก่าไม่เจอใช่มั้ยล่ะ ทั้งนี้การดูแลเครื่องมืออยู่เสมอยังช่วยยืดอายุการใช้งานได้อีกด้วยนะ

ข้อควรปฏิบัติในการใช้งานอุปกรณ์ทางการเกษตร

  • จัดหาพื้นที่สำหรับไว้เครื่องมือ โดยเราจะต้องจัดหาห้อง หรือ สถานที่ในการจัดเก็บเครื่องมือทางการเกษตรทั้งหมดไว้ด้วยกัน แบ่งสัดส่วนไว้อย่างชัดเจน และเพื่อความปลอดภัย จะต้องไว้ในที่ที่ห่างไกลจากเด็ก ๆ ในบ้านด้วย

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ อุปกรณ์ทางการเกษตร

  • แยกอุปกรณ์ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ การแยกอุปกรณ์ชิ้นเล็ก หรือ ชิ้นใหญ่เข้าด้วยกัน และเก็บให้เป็นที่เป็นทาง ทำให้มีความเป็นระเบียบมากขึ้น ทั้งที่ยังทำให้สะดวกแก่การหยิบจับไปใช้งานอย่างทันท่วงทีอีกต่างหาก
  • อุปกรณ์เยอะจนจำไม่หมด หาสมุดมาช่วยจดได้ การบันทึกลงในสมุดว่าอุปกรณ์ที่เรามี มีอะไรบ้าง ทำให้ทราบว่ามีอะไรขาดหายไปหรือไม่

  • ซ่อมเมื่อพัง เป็นวิธีที่ช่วยดูแลให้อุปกรณ์ที่เรามีอยู่สามารถกลับมาใช้งานได้ดังเดิม และที่สำคัญถ้าหากเรายังไม่มีเวลาซ่อมแซม ให้เราแยกอุปกรณ์หรือเครื่องมือชิ้นนั้นไว้ต่างหากนะคะ เพื่อไม่ให้หลงหยิบมาใช้งานนั่นเอง
  • ดูแลหลังการใช้งาน อุปกรณ์ทุก ๆ อย่างถ้าหากเราใช้งานไปแล้วก็จะต้องทำความสะอาดหลังการใช้งานอยู่เสมอ เพื่อเป็นการถนอม รักษา เครื่องมือเหล่านั้น

  • ป้องกันสนิม อุปกรณ์และเครื่องมือมีทั้งแบบเหล็กและอะลูมีเนียม ในขณะที่เราใช้งานก็จะต้องโดนน้ำ หรือโดนคราบต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดสนิมได้ ดังนั้นวิธีการดูแลหลังการใช้งาน คือจะต้องนำมาเช็ดทำความสะอาดให้คราบเหล่านั้นหมดไป และถ้าหากเป็นอะลูมีเนียมก็ให้นำน้ำมันมาทาซ้ำอีกด้วย

การเก็บวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรหลังจากที่เราเลิกใช้งาน ช่วยให้คงอายุของเครื่องมือนั้น ๆ และยังช่วยให้สะดวกแก่การหยิบจับ นำไปใช้งานได้อย่างทันท่วงที ไม่เพียงเท่านี้ การที่เราดูแลอุปกรณ์และเครื่องมืออย่างดีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใช้งานได้อ่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลผลิตก็จะดีตามมาค่ะ

วิธีดูแลต้นไม้

วิธีฟื้นต้นไม้ที่โคม่า เพราะโรคที่เกิดจากการรดน้ำ 1000maidee บทความ

วิธีฟื้นต้นไม้ที่โคม่า เพราะโรคที่เกิดจากการรดน้ำ

วิธีฟื้นต้นไม้ที่โคม่า เพราะโรคที่เกิดจากการรดน้ำ

       เหล่าคนรักต้นไม้คงตกใจกันไม่น้อย เมื่อต้นไม้สุดที่รัก มีอาการป่วย อย่างเช่น ใบไหม้ เป็นรอยสีเหลืองหรือสีน้ำตาล ซึ่งหลัก ๆ แล้วสาเหตุเหล่านี้เกิดการที่ดินชื้นจนเกินไป มีการระบายน้ำไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดความชื้นสะสม หรือการเกิดเชื้อราจากดินที่เสื่อมสภาพ เป็นต้นเหตุของโรคต่าง ๆ จะแก้อย่างไรนั้น ไปดูวิธีการดูแลรักษาที่เรานำมาฝากกันเลย

วิธีฟื้นต้นไม้ที่โคม่า เพราะโรคที่เกิดจากการรดน้ำ

ต้นไม้บางชนิดชอบน้ำ บางชนิดไม่ชอบน้ำ รวมถึงยังชอบแสงที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราจะต้องศึกษา หากเราเข้าใจวิธีการดูแลที่ผิด อาจทำให้ต้นไม้ที่เรารักจากเราไปในที่สุด

  • โรครากเน่า สาเหตุที่ทำให้รากเน่าเป็นเพราะว่าการใช้วัสดุที่ปลูกแน่นเกินไป เมื่อรดน้ำทำให้น้ำขัง แฉะ และเกิดเชื้อรา วิธีสังเกตอาการป่วยของโรครากเน่าก็คือ โคนต้นจะเหลือง ใบเหี่ยว ให้แก้โดยการเปลี่ยนดินใหม่

  • โรคเน่าเละ สาเหตุที่เกิดโรคนี้เป็นเพราะว่าการให้น้ำเยอะ ทำให้น้ำขัง ส่งผลให้รากเปื่อยและเน่า วิธีสังเกตอาการป่วยของโรคเน่าเละก็คือ ใบเริ่มเหี่ยว ลำต้นเอน ไม่แข็งแรง วิธีแก้ก็คือให้เปลี่ยนดินใหม่

  • โรคโคนเน่า พบมากกับกิ่งก้านที่พึ่งตัดมาชำ วิธีสังเกตอาการป่วยของโรคโคนเน่าก็คือ โคนเหี่ยวเป็นสีน้ำตาล ใบเหี่ยว และจะพบเชื้อราเป็นจุดขาว ๆ วิธีแก้ก็คือให้ตัดโคนส่วนที่เน่าทิ้ง นำโคนที่ตัดแล้วไปแช่น้ำยาบำรุง และทาด้วยปูนแดง ก่อนปลูกใหม่

  • โรคราเม็ดผักกาด สาเหตุเกิดมาจากเชื้อราบนวัสดุที่ใช้ปลูก อย่างเช่น กาบมะพร้าว เมื่อน้ำที่เรารดไม่ถูกระบาย ทำให้เกิดความหมักหมม จนเป็นเชื้อรา วิธีสังเกตอาการป่วยของโรคราเม็ดผักกาดก็คือ จะพบเชื้อราสีขาว ปกคลุมอยู่บริเวณที่กำลังมีอาการ วิธีแก้คือให้เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ปปลูก และนำไปตากแดด

  • โรคใบจุด สาเหตุเกิดจากการวางต้นไม้ในที่อับ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้เกิดเชื้อรา สังเกตอาการป่วยได้จาก ใบมีจุดสีน้ำตาลและมีรอบวงจุดสีเหลือง ถ้าหากอากาศร้อนจะยิ่งลามไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว วิธีแก้ให้ฉีดยาบำรุง และเปลี่ยนสถานที่วางใหม่

เชื้อราในดิน การรดน้ำในปริมาณเยอะๆ หรือแม้แต่แสงแดดที่จัดเกินไป ส่งผลให้ต้นไม้เกิดรอยไหม้ ใบช้ำน้ำ และเหี่ยวเฉา ถ้าปล่อยไว้นานก็อาจตายไปในที่สุด เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากสำหรับคนรักต้นไม้อย่างเรา ๆ ดังนั้นวิธีการดูแล วิธีแก้อาการป่วย เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

วิธีดูแลต้นไม้

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอดพ้นจากศัตรูพืช 1000maidee บทความ

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

       ศัตรูพืชเป็นต้นเหตุทำให้พืชเกิดความเสียหาย มักกวนใจ ชาวไร่ ชาวสวน  เป็นอย่างมาก เพราะส่งผลให้มีปัญหาต่อพืชผลตามมา ไม่ว่าจะเกิดจาก แมลง หนอน วัชพืช โรคพืช รวมไปถึง นก หนู และสัตว์อื่น ๆ ซึ่งจะมีวิธีดูแลต้นไม้อย่างไร ให้รอดพ้นจากศัตรูพืช เหล่านั้น เราไปดูกันเลย

การกำจัดศัตรูพืชด้วยสารเคมีนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคแล้ว ยังส่งผลอันตรายต่อผู้ใช้งานอีกด้วย เราจึงมี วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติมาแนะนำค่ะ

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

สมุนไพรกับการกำจัดศัตรูพืช สมุนไพรนอกจากจะมีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถช่วยกำจัดศัตรูพืชได้เช่นกัน โดยที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งตกค้างจากสารเคมี ที่ส่งผลทำร้ายร่างกายของเราเลย ด้วยการใช้น้ำสกัดจาก เปลือก ราก ใบ ดอก และส่วนต่าง ๆ ของสมุนไพรเหล่านี้ ในการช่วยทำลายศัตรูพืช และยังเป็นการยับยั้งแมลงต่าง ๆ ได้อีกด้วย

  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดหนอน ได้แก่ ขมิ้นชัน สะเดา ตะไคร้หอม เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดตัวด้วง ได้แก่ กระเทียม ข่า ขิง ยาสูบ หางไหลขาว เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดมอด ได้แก่ มะกรูด ว่านน้ำ ก้านพลู พริกไทยดำ เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดเพลี้ย ได้แก่ มันแกว พืชมียาง สะเดา กระเทียม ใบสาบเสือ ขมิ้น เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดจิ้งหรีด ได้แก่ พริก หอมแดง กระเทียม ละหุ่ง สบู่ดำ สลอด เป็นต้น

การเลือกปลูกพืชแบบผสมผสาน เทคนิคการปลูกพืชแบบผสมผสาน เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ใช้ในการดูแลพืชที่เราปลูกให้รอดพ้นจากศัตรูต่าง ๆ มีด้วยกันหลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การปลูกดอกดาวเรือง ดอกบานชื่น หรือดอกไม้อื่น ๆ ไว้รอบแปลงผัก หรือปลูกแซมในแปลงผัก เพื่อเป็นการล่อแมลงธรรมชาติ อย่างตัวห้ำ ตัวเบียน ซึ่งแมลงสองชนิดนี้ จะช่วยลดศัตรูพืชอื่น ๆ เช่น เพลี้ยไฟ ไร หนอน เป็นต้น

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

การปลูกพืชระบบหมุนเวียน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่น่าสนใจ เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยตัดแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของศัตรูพืช ไม่ให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการสลับปลูกพืชไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาล ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักกระหล่ำ 6 เดือน และเปลี่ยนไปลูกข้าวโพดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี วิธีนี้เป็นการตัดวงจรของศัตรูพืชไปในตัว

การปลูกสมุนไพรเพื่อไล่ศัตรูพืช การปลูกสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน อย่าง กระเทียม ตะไคร้หอม กระเพรา ผักชี เป็นต้น เพื่อช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดศัตรูพืช ทั้งนี้การนำพืชสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน มาทำเป็นน้ำและฉีดพ่น สามารถไล่แมลงไปอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีจากธรรมชาติ ทั้งนี้ยังเป็นวิธีการดูแลให้พืชไร่ พืชสวน รอดพ้นจากแมลงและวัชพืชอื่น ๆ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรกันเลยทีเดียว

วิธีดูแลต้นไม้

มือใหม่เลี้ยงบอนไซ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใส่ใจ 1000maidee บทความ

มือใหม่เลี้ยงบอนไซ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใส่ใจ

มือใหม่เลี้ยงบอนไซ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใส่ใจ

        มือใหม่เลี้ยงบอนไซ  คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่มือใหม่อย่างเราจะมาทำบอนไซได้ทันที  เราควรจะต้องทำการศึกษาให้ละเอียดถึงวิธีการทำบอนไซ และต้องดูความพร้อมของตัวเราก่อนด้วยว่าสามารถที่จะมีเวลาดูแลต้นไม้ได้ขนาดไหน  เพราะในการดูแลบอนไซนั้น  จะว่าดูแลยากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  แต่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาและการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

สำหรับ มือใหม่เลี้ยงบอนไซ  ที่เพิ่งจะเริ่มต้นนั้น ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการหาต้นไม้ที่จะเอามาทำบอนไซ   ซึ่งต้นไม้เกือบทุกชนิดที่อยู่ใกล้ตัวเราสามารถที่จะนำมาทำได้หมดเลย   ยิ่งมีใบเล็กยิ่งดูสวย  อย่างเช่น

  • ต้นโพธิ์
  • ต้นแพรมน่า
  • ต้นข่อย
  • ต้นเข็ม
  • ตะโก
  • มะขาม

ต้นไม้เหล่านี้ใช้ได้ดีเลยทีเดียว เพราะเลี้ยงง่ายและตายยาก   ข้อควรระวังเมื่อเวลาขุดต้นไม้หรือตัดต้นไม้ที่นำมาปลูกเพื่อเตรียมมาทำบอนไซ  ควรใช้ปูนแดงทาที่แผลก่อนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราขึ้น   หลังจากที่ได้ต้นไม้มาแล้ว  ที่นี้เราจะมาดูเรื่องลวดที่จะเอาไว้ใช้มัดว่าควรใช้ลวดอะไร  เมื่อเวลาที่เราต้องจับต้นและกิ่งมาบิดเพื่อที่จะสร้างให้เป็นบอนไซ แนะนำให้ใช้ลวดอลูมิเนียม  ซึ่งมีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป  ซึ่งลวดนี้ใช้ได้ดีและไม่ขึ้นสนิมจึงทำให้ไม่เป็นอันตรายกับต้นไม้

การเลือกดิน ให้ใช้เป็นดินถุงมีขายตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป  ราคาไม่แพง  ในนั้นจะมีส่วนผสมของดินใบก้ามปู  มูลสัตว์   ขุยมะพร้าว  แกลบดำ   ซึ่งสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดี  ทำให้ดินไม่แห้งจนเกินไป  ถ้าเอาดินที่ขุดเอง ไม่แนะนำเพราะจะทำให้รากเดินได้ไม่ดีและจะทำให้ต้นไม้โตช้า  การเลือกกระถางนั้นมีให้เลือกหลายแบบหลายทรง  จะเลือกแบบไหนก็ได้ แต่ต้องเอาที่ก้นกระถางมีรู ไว้สำหรับระบายน้ำและเพื่อให้รากเดินได้ดี     ในเบื้องต้นให้เลี้ยงในกระถางทั่วไปก่อน  พอต้นไม้โตประมาณ80% ค่อยย้ายไปปลูกอีกกระถางที่เตรียมทำบอนไซ เพราะจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า  ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการทำบอนไซนั่นเอง    จริงๆ แล้วการดูแลบอนไซก็เหมือนกับการที่เราดูแลต้นไม้ทั่วไป   ควรที่จะนำออกแดดบ้างแต่ไม่ใช่ในแสงแดดจัด  แต่ให้เป็นแสงแดดรำไรก็พอ  หรือหากใครวางในที่ร่มก็ควรจะวางตรงที่มีแสงแดดส่องถึง   และไม่ต้องรดน้ำบ่อย แค่วันละ 1 ครั้งก็พอ  ส่วนการใส่ปุ๋ย เพื่อทำให้ใบมีสีเขียวสดใส  แต่ให้ใส่เดือนละครั้งเหมือนกัน

ในการจัดรูปทรงสำหรับ มือใหม่เลี้ยงบอนไซ  นั้นแล้วแต่เราจะเล่นรูปทรงแบบไหน แต่ทั้งนี้ให้ดูทรงลำต้นเป็นสำคัญ    ส่วนการแกะลวดที่ใช้มัดบอนไซนั้นให้เริ่มสังเกตุว่า  ต้นไม้อมลวด หรือต้นไม้เป็นรอยลวดหรือไม่   ถ้าเป็นก็แสดงว่าต้นไม้ได้อยู่ทรงแล้ว

วิธีดูแลต้นไม้

ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย ที่ถูกต้องเพื่อให้ต้นไม้สมบูรณ์เติบโตดี 1000maideeบทความ

ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย ที่ถูกต้องเพื่อให้ต้นไม้สมบูรณ์เติบโตดี

ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย ที่ถูกต้องเพื่อให้ต้นไม้สมบูรณ์เติบโตดี

         ต้นไม้ที่เราปลูก จำเป็นต้องได้รับการดูแล หรือบำรุง เพื่อให้ต้นสมบูรณ์ เติบโตดี การใส่ปุ๋ยก็เป็นอีกหนึ่งวิธีบำรุงเช่นกัน  แต่ถ้าหากเราไม่ได้ศึกษาวิธีการใส่ที่ถูกต้อง ส่งผลให้ต้นไม้เสียหายได้เช่นกัน ดังนั้น เราไปหาคำตอบกันเลยว่าทำไมจะต้องใส่ปุ๋ยอย่างถูกวิธี อะไรที่เยอะจนเกินไปย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่นเดียวกันกับการให้อาหารพืช เพราะพืชอาจไม่ได้มีความจำเป็นต้องบำรุงขนาดนั้น วันนี้เราจึงนำบทความเพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจก่อนที่จะให้ปุ๋ยพืช

ถ้าหากนึกถึงต้นไม้ตามป่า ตามเขา หรือขึ้นตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้รับการบำรุงด้วยปุ๋ยเลย แต่ต้นไม้เหล่านั้น ก็สามารถอยู่รอดได้เป็นเวลานาน นั่นเป็นเพราะว่าได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอดี ในทางเดียวกัน ถ้าหากเราให้ปุ๋ยในขนาดที่สมดุล ก็จะทำให้พืชแข็งแรงนั่นเอง ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้นให้ลองเทียบกับสัตว์ที่เราเลี้ยง ถ้าหากเราให้กินอาหารในปริมาณที่เยอะขึ้น 2 เท่า ในเวลา 3 เดือน ก็ไม่สามารถโตได้เท่ากับ สัตว์ที่มีอายุ 1 ปี แต่ถ้าหากได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเขา เขาก็จะเติบโตมาอย่างแข็งแรง สมบูรณ์ เช่นเดียวกับการให้อาหารพืช

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากใส่ปุ๋ยมากเกินความต้องการของพืช?

  • ตกค้างในเนื้อเยื่อ เมื่อพืชได้รับปุ๋ยในปริมาณที่เยอะ เกินความจำเป็น ปุ๋ยที่เหลือจากการนำไปใช้ประโยชน์จะตกค้างในเนื้อเยื้อ เมื่อมีแร่ธาตุตรงบริเวณนั้น จะทำให้ไปดึงดูดแมลงมาช่วยกิน อีกทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดเข้ามา ส่งผลเสียให้เกิดปัญหาแมลงกัดกินใบและเกิดหนอนจึงมากกว่าเดิม
  • ปุ๋ยที่เหลือจากการนำไปใช้ประโยชน์จะตกค้างในเนื้อเยื้อ จะกลายเป็นอาหารเชื้อรา เพราะเนื้อเยื่อที่มีอาหารมากทำให้เกิดเชื้อราง่ายอยู่แล้ว พืชอ่อนแอ และเนื่องจากมีแมลงมากินเนื้อเยื่อ ทำให้เกิด เนื้อเยื่อที่มีอาหารมาก เมื่อได้รับการรักษาก็จะทำให้ต้นไม้ตาย และอาจจะลามไปทั่วทั้งสวนได้ เลยทีเดียว
  • ผลผลิตน้อยลง เพราะ ปุ๋ยที่ใส่ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นไม้ไม่รับการตอบสนองปุ๋ย และให้ผลผลิตน้อยลง ทั้งนี้การใส่ปุ๋ยเยอะ ๆ ยังเป็นการทำลายดิน ทำให้จุลินทรีย์หายไป จนเกิดดินเสีย จึงเกิดการต้านปุ๋ยนั่นเอง
  • หยุดการเติบโตทันที ยิ่งได้รับปุ๋ยเข้าไปเยอะ ๆ ต้นไม้จะเริ่มมีสัญญาณว่า ใบเหลือง ใบร่วง และส่งผลให้ต้นไม้ แห้งเหี่ยวและตายไปได้อีกด้วย
  • ดึงดูดศัตรูพืช สัตว์จำพวก มอด ปลวก เข้าใจว่า ว่าต้นไม้ใกล้จะตาย จึงเข้ามาอาศัย และเริ่มกัดกินต้นไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การใส่ปุ๋ยที่จะได้ผลดีที่สุดคือ ใส่ให้พอดีกับความต้องการของพืช และบ่อย ๆ ให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและกินอิ่มหลายๆ มื้อ ไม่เยอะ ไม่น้อยเกินไปนะคะ

วิธีดูแลต้นไม้

วิธีดูแลต้นไม้ป่วย ใบไม้ที่มีสัญญานเตือนความผิดปกติ 1000maidee บทความ

วิธีดูแลต้นไม้ป่วย ใบไม้ที่มีสัญญานเตือนความผิดปกติ

วิธีดูแลต้นไม้ป่วย ใบไม้ที่มีสัญญานเตือนความผิดปกติติ

         เมื่อต้นไม้เริ่มมีสุขภาพที่แย่ลง หรือไม่แข็งแรง เขามักจะแสดงสัญญาณเตือนออกมา โดยเราสามารถเห็นความผิดปกติของต้นไม้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ดูแลอย่างเราจะต้องหมั่นเอาใจใส่ สังเกตความเปลี่ยนแปลง คอยบำรุง และศึกษาวิธีดูแลต้นไม้ที่เรารักของเรา ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ต้นไม้ที่มีสัญญาณป่วย มักจะแสดงอาการออกมาทางใบ ซึ่งเราสามารถสังเกต ต้นไม้ที่เราปลูกและเรียนรู้วิธีดูแลด้วยตนเองได้ง่าย ๆ ดังนี้

ใบไม้ไหม้เป็นสีน้ำตาล ใบเริ่มกรอบ: จากต้นไม้ที่มีใบสีเขียวขจี เมื่อเริ่มมีอาการป่วย ปลายใบจะเริ่มไหม้กลายเป็นสีน้ำตาล คดงอ เกิดจาก 2 สาเหตุ ก็คือ

  • เกิดขึ้นกับต้นไม้ที่ชอบแสงแดดรำไร เมื่อโดนแดดแรง ๆ จึงทำให้ใบไหม้ ให้แก้ด้วยการย้ายที่วางมาในที่ที่แดดไม่จัดมาก หรือแดดรำไร ทั้งนี้จะต้องศึกษาสภาพแดดที่เหมาะสมกับต้นไม้ที่นำมาปลูกอีกด้วย
  • เกิดจากการขาดน้ำ อาจเพราะให้น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ให้ปรับเปลี่ยนและเพิ่มการให้น้ำใหม่

ขอบใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง: สาเหตุนี้มาจากการที่เรารดน้ำมากเกินไป ทำให้ดินชื้น หรืออากาศอาจมีมลพิษ ทำให้ใบมีสีที่เปลี่ยนไป ยังรวมไปถึงการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี เช่น นำต้นไม้ที่ชอบแสงแดด ไปวางในที่ร่ม ไม่มีแสงแดด การใส่ปุ๋ยที่ไม่ถูกวิธี ให้น้ำให้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือให้น้ำน้อยเกินความต้องการ ดังนั้น จึงจะต้องศึกษาข้อมูลของพืชว่าชอบแสงแดดแบบไหน ให้ปุ๋ยเยอะเกินไปหรือไม่ และจะสังเกตอีกว่ารดน้ำเยอะเกินไปหรือไม่

ใบมีสีซีด เปลี่ยนไปจากเดิม: อาการนี้มีสาเหตุมาจากการขาดไนโตรเจน ทำให้พืชหยุดการเจริญเติบโต ไม่มียอดใหม่ หรือเกิดยอดใหม่ช้า ใบที่เล็กสุดเริ่มมีสีเหลืองซีด ต้นไม่สูงขึ้น ซึ่งถ้าหากว่าปล่อยให้ขาดสารอาหารไปนาน ๆ อาจส่งผลให้ต้นตายได้ ซึ่งเราจะต้องเสริมด้วยธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นอีก โดยเราจะต้องเปลี่ยนกระถางใบใหม่ หรือเปลี่ยนดินใหม่ และเพิ่มธาตุอาหารต่าง ๆ ลงไปใน เพื่อให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารครบถ้วน ช่วยให้ต้นไปดูดแร่ธาตุจากดินขึ้นมาใช้   และให้ต้นไม้เจริญเติบโตสวยงาม

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้เราสามารถป้องกันได้ด้วยการศึกษาวิธีดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น สภาพดิน การระบายน้ำ การให้น้ำ การบำรุง แสงแดด เพราะต้นไม้แต่ละชนิดจะมีความชอบไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงจะต้องเข้าใจเขาให้มากขึ้น เพื่อให้เขามีสุขภาพที่ดี เจริญงอกงาม ออกดอก ออกใบดี ทั้งนี้ยังต้องระวังอาการป่วยของต้นไม้ที่เกิดจากศัตรูพืช แมลง อีกด้วย

วิธีดูแลต้นไม้

การดูแลต้นไม้ใบ ปัจจัยพื้นฐานที่เราต้องรู้ก่อนปลูก 1000maidee บทความ

การดูแลต้นไม้ใบ ปัจจัยพื้นฐานที่เราต้องรู้ก่อนปลูก

การดูแลต้นไม้ใบ ปัจจัยพื้นฐานที่เราต้องรู้ก่อนปลูก

สิ่งที่สำคัญในการดูแลต้นไม้ใบสิ่งแรกที่เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือเราต้องรู้จักชนิดของต้นไม้ที่เราปลูกว่ามีชื่ออะไรเป็นอยู่ในกลุ่มไหนซึ่งเมื่อเรารู้แล้วก็จะรู้ได้ว่าควรจะดูแลต้นไม้ของเราอย่างไรเนื่องจากต้นไม้แต่ละชนิดมีความต้องการพื้นฐานที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นระดับแสงความชื้นระดับการให้น้ำรวมถึงวัสดุปลูก ใหม่ๆก็เช่นกันตั้งแต่เป็นไม้ที่ใช้ใบเพื่อความสวยงามเพราะฉะนั้นการดูแลใบให้มีลักษณะที่สมบูรณ์สวยงามตามสายพันธุ์เป็นสิ่งที่สำคัญปัจจัยพื้นฐานในการดูแลไม้ใบมีดังนี้

การดูแลต้นไม้ใบ ปัจจัยพื้นฐานที่เราต้องรู้ก่อนปลูก

น้ำโดยมากชอบความชื้นแต่ไม่ชอบมากและรักษาดินหรือวัสดุปลูกให้ชุ่มชื้นคือสิ่งที่สำคัญควรพิจารณาว่าต้นไม้เราปลูกในบ้านหรือนอกบ้านหากลูกเลี้ยงในบ้านไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไปทำลายระบบรากและส่งผลให้ต้นไม้ไม่โตไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าเราควรรดน้ำบ่อยแค่ไหนแต่เราสามารถทดสอบความชื้นในกระถางก่อนรดน้ำได้ต้องการใช้นิ้วจิ้มลงไปในวัสดุปลูกหรือ 2 ถึง 2.5 cm หากให้ก็สามารถโดนน้ำได้หรือจัดวางนอกบ้านความถี่ในการรดน้ำ 1 หรือ 2 วันครั้งโดยให้ตรวจสอบวัสดุก่อนเช่นกันหายไวๆโดยไม่ชอบใส่ร่มรำไรแสงแดดในการสังเคราะห์แสงระดับแสงระยะเวลาและความเข้มข้นของแสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ในบ้านควรเลือกบริเวณที่แสงส่องถึงและมีอากาศถ่ายเทได้ควรเอาออกไปรับแดดได้อย่างละ 1 ครั้งหากเลี้ยงนอกบ้านควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงในเวลาที่นานก็อาจทำให้ใบไม่ได้แต่อยากย้ายที่ตั้งต้นไม้บ่อยเนื่องจากต้นไม้ใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรั้วนานรวมถึงไม่ควรวางในที่ที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดินเเละอุปกรณ์ปลูกเป็นหัวใจหลักในการปลูกต้นไม้เพราะเป็นแหล่งสะสมอาหารรวมถึงไปแล้วสาระบบรากของต้นไม้ไม้ใบเสนอมาเป็นเพื่อนเองอาศัยเช่นพืชตระกูลที่ต้องการความร้อนของวัสดุปลูกอย่างมากวัสดุบางอย่างมากมีอายุการใช้งานสั้นเช่นกับมะพร้าวสับเสื่อมสภาพเร็วควรเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน ดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดีส่วนผสมในต้องมีความโปร่งชอบความชื้นแต่ไม่ชอบแฉะวัสดุที่ใช้อาจเป็นเพราะอะไรผสมกับมะพร้าวสับโดยจะมีอัตราส่วนที่สูงกว่าครับปุ๋ยต้นไม้ต้องการสารอาหารจากดินหรือวัสดุปลูกและปุ๋ยจึงต้องใส่ปุ๋ยลงไปในวัสดุปลูกนอกจากนี้ไม้ใบต้องการธาตุอาหารรองด้วย

ในการดูแลต้นไม้ใบและดูแลไม้ใบหลายคนอาจจะปัญหาเรื่องสภาพดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไปหรือขาดสารอาหารในดินซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ทำให้ต้นไม้ไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็นนะว่าใช้อาหารเสริมที่มาในรูปแบบอะไรช่วยได้เพื่อปรับสภาพดินและช่วยบำรุงต้นไม้แข็งแรงใช้การโอน HB101 ในการบำรุงต้นไม้และปรับสภาพวัสดุปลูกซึ่งเป็นเมล็ดสูตรละลายช้าใช้งานง่ายกระถางและน้ำปกติหรือสามารถผสมกับวัสดุปลูกเลยก็ได้หลังจากใช้สักระยะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าต้นไม้ดูสวยงามสมบูรณ์ขึ้น

นอกจากปัจจัยพื้นฐานที่กล่าวมาแล้วเราควรทำความสะอาดใบของต้นไม้ของเราด้วยเพราะใบคือส่วนสำคัญของต้นไม้ที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงหากไม่สะอาดและสมบูรณ์ก็จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ด้วยงานชนิดใดเป็นวิธีการที่เราสามารถทำได้ง่ายโดยใช้ผ้าที่สะอาดชุบน้ำสะอาดหอมขนาดและเช็ดบริเวณใบให้ทั่วและควรใช้อย่างสม่ำเสมอซึ่งนอกจากทำให้ใบสวยงามเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงแล้วยังเป็นการป้องกันศัตรูพืชด้วยนอกจากนี้ยังสามารถบำรุงต้นไม้หรือฟื้นฟูสภาพต้นไม้ให้แข็งแรงด้วยการฉีดพ่นบริเวณใบควรที่พิถีพิถันในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับต้นไม้มากๆผลิตภัณฑ์ที่ผมเลือกใช้มีการผลิตที่ได้มาตรฐานและช่วยบำรุงต้นไม้ซึ่ง

เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเป็นแบบผสมเสร็จพร้อมใช้ฉีดพ่นเพื่อบำรุงต้นไม้ทางใบเนื่องจากวัตถุดิบเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิดคือส่วนกระบวนการผลิตที่ทันสมัยจากโรงงานในประเทศญี่ปุ่นและได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิคจากประเทศสหรัฐอเมริกาช่วยต้นไม้ฟอร์มดีสีสดต้นแข็งแรงใบสวยใบเขียวใบเงาและไม่ทิ้งคราบการใช้สะดวกแค่หัวฉีดและอธิบายและรอบโคนต้นความถี่ในการใช้ 3-5 วันครั้งซึ่งได้ใช้กับไม้ใบเพื่อบำรุงทั่วไปผลปรากฏว่าต้นไม้ดูสดชื่นแข็งแรงสุขภาพดีและมีฟอร์มใบที่สวย แต่ตัวไหนที่ค่อนข้างสูงและไม่สดชื่นที่ต้องการฟื้นฟูเป็นพิเศษเพราะว่าใช้ชีวิตHB 101 ซึ่งเป็นสูตรแบบเข้มข้นช่วยบำรุงทั่วไปและใช้ในการฟื้นฟูวิธีการใช้จะไม่ยากโดยนำมาผสมกับน้ำสะอาดใส่ในฟ็อกกี้และฉีดพ่นบริเวณใบและโคนต้นใช้ในการฟื้นฟูใช้ 1 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตรพ่นทุกๆ 7 ถึง 15 วัน เพียงเท่านี้ก็ได้ต้นไม้สวยๆสุขภาพดีแล้ว

วิธีดูแลต้นไม้

ต้นกระบองเพชรยักษ์ วิธีปลูกดูแลไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด 1000maideeบทความ

ต้นกระบองเพชรยักษ์ วิธีปลูกดูแลไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

ต้นกระบองเพชรยักษ์ วิธีปลูกดูแลไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

วิธีการปลูกกระบองเพชรต้นใหญ่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่สำคัญที่การเริ่มต้นในเรื่องการเตรียมพื้นที่ความปลอดภัยต้องมี เนื่องจากเป็นไม้ลำใหญ่ที่มีหนามมากควรหาที่ปลูกให้เป็นที่เป็นทาง จัดสรรบริเวณเผื่ออนาคตให้ดีๆ ถึงแม้กระบองเพชรส่วนใหญ่จะโตช้าก็จริง แต่เมื่อโตแล้วก็จะใหญ่กินพื้นที่บริเวณพอสมควร ถ้าถึงคราวต้องย้ายที่ปลูกขึ้นมา ไม่คุ้มแน่ๆ ทั้งต้องเผชิญกับหนามอันแหลมคมและอาจทำลายส่วนรากที่แข็งแรงอยู่เดิมแล้วก็ได้ กระบองเพชรที่นำมาปลูกเป็นต้นใหญ่มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่มีวิธีปลูกหรือการเตรียมพื้นที่ที่ไม่ต่างกันมาก

โดยวิธีปลูกกระบองเพชรต้นใหญ่หลักๆมีดังนี้

  • อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การกำหนดพื้นที่ปลูกสำคัญมาก ยิ่งบ้านใครมีเด็กต้องระมัดระวังให้ดี หาที่ปลูกที่ปลอดภัย อาจต้องกั้นรั้วเพื่อระวังการเข้าถึงของเด็ก
  • เมื่อเติบโตต้นกระบองเพชรจะแตกกิ่งก้านสาขา บางสายพันธุ์แตกกอได้ดี ควรให้บริเวณพื้นที่ปลูกมีที่ว่างพอในการขยายของต้น

  • พื้นที่ปลูกต้องไม่มีน้ำขัง ลักษณะสภาพดินที่เหมาะในการปลูกควรเป็นดินที่มีความโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ดินที่ดีที่สุดคือดินร่วนปนทราย ก่อนปลูกควรปรับสภาพดินให้ดีก่อน โดยขุดลึกประมาณ 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยวัสดุระบายน้ำได้ดี เช่น ถ่าน แกลบ ทราย หรือหินภูเขาไฟ อัตราส่วนดินปลูกใช้ดินร่วน ทราย ปุ๋ยหมัก อัตราส่วน 1:1:1 ผสมกันแล้วปลูก
  • การปลูกในกระถางใหญ่ ใช้ดินสูตรเดียวกับปลูกลงดิน เพียงแต่รองก้นกระถางด้วยถ่านหรืออิฐมอญแตกเพื่อการระบายน้ำก่อนใส่ดินปลูกลงในกระถาง
  • ไม่ว่าจะเป็นตอที่เกิดจากการขยายพันธุ์มาจากเพาะเมล็ดหรือปักชำควรให้ต้นแข็งแรงก่อนมีความสูงซักประมาณ 30 ซม. แล้วค่อยย้ายลงดินโดยเตรียมหลุมกว้างลึกประมาณ 30 x 30 ซม.

  • หลังจากลงปลูกใหม่ๆ ไม่ควรรดน้ำทันที ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วันก่อน แล้วค่อยรดน้ำ ช่วงแรกควรหาที่บังแดดตอนช่วงบ่ายไว้ก่อน เพราะแดดจะจัดเกินไป รดน้ำแค่ 2-3 วันต่อครั้ง หลังจากนั้นค่อยลดเหลือ 7-10 วันต่อครั้ง หรือสังเกตหน้าดินแห้งแล้วค่อยรดน้ำ ต้นกระบองเพชรไม่ชอบน้ำแต่ต้องคอยรักษาความชื้นไม่ให้ขาด การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้เกิดโรครากเน่าได้
  • การใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยที่มีอัตราส่วนของโปรแตสเซียมและฟอสฟอรัสมากกว่าไนโตรเจน ซึ่งจะมีผลเรื่องความแข็งแรงผนังเซลล์ที่สามารถป้องกันแมลงต่างๆได้ดี หรือจะใส่เป็นปุ๋ยหมักก็ได้ โดยใส่แค่ปีละ 5-6 ครั้งก็เพียงพอ

วิธีดูแลต้นไม้