ต้นกันเกรา ไม้มงคลยืนต้น ประจำจังหวัดสุรินทร์ 1000maidee บทความ

ต้นกันเกรา ไม้มงคลยืนต้น ประจำจังหวัดสุรินทร์

ต้นกันเกรา ไม้มงคลยืนต้น ประจำจังหวัดสุรินทร์

         เพื่อน ๆ เคยได้ยินชื่อของไม้ยืนต้นที่ชื่อว่า “กันเกรา” กันไหมคะ ฟังดูเหมือนเป็นต้นไม้โบราณยังไงก็ไม่รู้ ใช่ค่ะ ต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่พบเจอได้ในทุกภาคของประเทศไทย และที่สำคัญยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดของจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคอีสานอีกหลายแห่ง จุดเด่นของต้นไม้ชนิดนี้คือดอกสวยมาก เอาละ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปทำความรู้จักกันเลยดีกว่าค่ะ

ต้นกันเกรานี้ ในภาคใต้จะเรียกว่า ต้นตำแสงหรือตำเสา ภาคเหนือและอีสานจะเรียกว่า มันปลา ต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มที่อาจมีความสูงถึง 25 เมตร มักพบตามป่าเบญจพรรณในทุกภาคของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ แต่ก็ขอย้ำอีกทีนะคะว่า ต้นกันเกรานี้ เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสุรินทร์ที่ชาวบ้านแถบนั้นต้องรู้จักกันดี หากจะให้พูดถึงจุดเด่นของไม้ยืนต้นชนิดนี้ ก็คงต้องพูดถึงดอก เพราะออกดอกเป็นช่อสีเหลืองอมแสด มักจะบานเต็มต้นในช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังมีผลสีแดงปนส้ม มักจะเห็นได้ในช่วงเดียวกันกับที่ดอกบาน

วิธีปลูกต้นกันเกรา

การขยายพันธุ์ต้นกันเกรา ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเลยค่ะ เพราะเราจะใช้เมล็ดที่แก่จัดของมันมาเพาะพันธุ์ หากจะปลูกติดกันหลายต้น ควรเว้นระยะห่าง15-25 เมตร เนื่องจากต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ในระยะต้นอ่อนจะต้องดูแลเรื่องการปลูกให้ดี ควรปักหลักพยุงต้นเอาไว้ และหลังปลูกไปแล้วหนึ่งเดือนควรใช้ปุ๋ย 15-15-15 เพื่อเพิ่มสารอาหารให้ต้นไม้เติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแรง

การดูแลต้นกันเกรา

ต้นกันเกราในระยะแรกมักมีความอ่อนแอ ทำให้มีโอกาสรอดยาก โดยเฉพาะจากศัตรูอย่างวัชพืช ผู้ปลูกควรตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ หลุมปลูกให้ดี หากเจอควรกำจัดทิ้งในทันที

ต้นกันเกราเป็นไม้ยืนต้นที่มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรรักษาโรค ส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยเฉพาะ “แก่น” ของต้นกันเกราสามารถนำไปใช้รักษาได้หลายอย่าง ทั้งช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก ท้องมาน รักษาอาการริดสีดวง บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนตามร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาต บำรุงโลหิต และหากนำใบมาใช้ผสมกับแก่น จะมีสรรพคุณรักษาโรคเส้นได้

กันเกรานอกจากจะเป็นไม้ยืนต้นให้ร่มเงาแล้ว ยังเป็นไม้ประดับมงคล ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยกันสิ่งชั่วร้ายออกไปให้พ้นภัย สำหรับในภาคใต้ ชื่อเรียกที่ว่าตำเสา นั่นเป็นเพราะไม้กันเกราสามารถนำมาทำเป็นเสาของบ้านกันแมลงต่าง ๆ เช่นปลวก หรือมอดมาเจาะกินเนื้อไม้ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับบ้านของเราได้

ไม้มงคล

ต้นโมก ไม้ประดับมงคล ส่งกลิ่นหอมหวาน 1000maideeบทความ

ต้นโมก ไม้ประดับมงคล ส่งกลิ่นหอมหวาน

ต้นโมก ไม้ประดับมงคล ส่งกลิ่นหอมหวาน

              ต้นโมก เป็นไม้ประดับมงคล ที่เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านต้องปลูก จุดเด่นอันเป็นเสน่ห์คือมีดอกสวยส่งกลิ่นหอมหวานแบบนี้ ทำให้หลาย ๆ คนชื่นชอบกัน นอกจากนั้นต้นไม้ชนิดนี้ยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีกด้วยนะ วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักต้นโมกให้มากขึ้น ว่าควรจะปลูกและดูแลอย่างไรให้ต้นโมกอยู่คู่สวนสวยของเราไปนาน ๆ

ต้นโมก (Wrightia religiosa) เป็นไม้พุ่มที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีชื่อเรียกหลากหลายตามแต่ละภูมิภาค เช่น โมกบ้าน โมกลา ปิดจงวา แสดงให้เห็นว่าไม้ประดับชนิดนี้อยู่คู่กับสังคมไทยในทุกที่ คนโบราณเชื่อกันว่าหากปลูกต้นโมกไว้ในบ้านจะช่วยให้คนในบ้านหลุดพ้นจากทุกข์หรือกิเลส หรือนิพพาน จะช่วยให้มีแต่ความสุขเข้ามาในบ้าน ในขณะเดียวกัน ดอกสีขาวหอม ๆ นั้นก็มีสรรพคุณทางยามากมาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรปลูกต้นโมกไว้แต่งบ้านแต่งสวน

วิธีปลูกต้นโมก

เราสามารถนำเมล็ด หรือกิ่งมาใช้ขยายพันธุ์ต้นโมกได้ โดยควรปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี อย่างดินร่วน ควรปลูกต้นโมกไว้กลางแจ้ง เพราะไม้ประดับชนิดนี้ชอบแสงแดดอ่อน ๆ ไปถึงจัด และยังชอบดินที่ชุ่มชื้น ดังนั้นจึงควรหมั่นรดน้ำเพื่อรักษาความชื้นในดินให้ดี หรือควรปลูกใกล้แหล่งน้ำ เช่น น้ำตก หรือลำธาร เป็นต้น

การดูแลต้นโมก

ต้นโมกเป็นไม้ประดับที่เราสามารถตัดแต่งกิ่งได้ตามความต้องการ และแม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ผู้ปลูกควรหาเวลาแต่งกิ่งหรือใบอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อคงความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับสวนสวยของเรา นอกจากนั้นการออกดอกยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและแสงด้วย ควรให้ต้นโมกได้รับน้ำและแสงอย่างเพียงพอเพื่อให้ดอกสวยส่งกลิ่นหอมเต็มต้น นอกจากนี้ต้นโมกยังเป็นไม้ดัดได้ กล่าวคือสามารถนำไปปลูกเป็นต้นบอนไซได้ด้วย

ไม้ประดับที่ส่งกลิ่นหอมอย่างต้นโมกนี้ คนสมัยก่อนมักนำดอกไปปรุงเป็นน้ำอบซึ่งจะให้กลิ่นที่หอมหวานสดชื่น นอกจากนี้ส่วนต่าง ๆ ของต้นยังทำเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ เช่น “เปลือก” ช่วยให้ร่างการรู้สึกเจริญอาหาร และยังสามารถช่วยรักษาโรคไต “ดอก” มีสรรพคุณเป็นยาระบาย “ใบ” ช่วยขับน้ำเหลือง “ราก” ของต้นโมกใช้รักษาโรคเรื้อน เป็นต้น เรียกได้ว่าต้นโมกเป็นไม้ประดับที่มีคุณสมบัติครบครัน ควรค่าแก่การปลูกแต่งบ้านหรือสวนให้สวยงาม รับรองเลยว่าวันไหนเครียด ๆ ลองออกไปอยู่ในสวนที่มีต้นโมกส่งกลิ่นหอมดู แล้วจะรู้สึกว่าช่วยผ่อนคลายได้ดีมาก

ไม้มงคล

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอดพ้นจากศัตรูพืช 1000maidee บทความ

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

       ศัตรูพืชเป็นต้นเหตุทำให้พืชเกิดความเสียหาย มักกวนใจ ชาวไร่ ชาวสวน  เป็นอย่างมาก เพราะส่งผลให้มีปัญหาต่อพืชผลตามมา ไม่ว่าจะเกิดจาก แมลง หนอน วัชพืช โรคพืช รวมไปถึง นก หนู และสัตว์อื่น ๆ ซึ่งจะมีวิธีดูแลต้นไม้อย่างไร ให้รอดพ้นจากศัตรูพืช เหล่านั้น เราไปดูกันเลย

การกำจัดศัตรูพืชด้วยสารเคมีนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคแล้ว ยังส่งผลอันตรายต่อผู้ใช้งานอีกด้วย เราจึงมี วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติมาแนะนำค่ะ

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

สมุนไพรกับการกำจัดศัตรูพืช สมุนไพรนอกจากจะมีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถช่วยกำจัดศัตรูพืชได้เช่นกัน โดยที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งตกค้างจากสารเคมี ที่ส่งผลทำร้ายร่างกายของเราเลย ด้วยการใช้น้ำสกัดจาก เปลือก ราก ใบ ดอก และส่วนต่าง ๆ ของสมุนไพรเหล่านี้ ในการช่วยทำลายศัตรูพืช และยังเป็นการยับยั้งแมลงต่าง ๆ ได้อีกด้วย

  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดหนอน ได้แก่ ขมิ้นชัน สะเดา ตะไคร้หอม เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดตัวด้วง ได้แก่ กระเทียม ข่า ขิง ยาสูบ หางไหลขาว เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดมอด ได้แก่ มะกรูด ว่านน้ำ ก้านพลู พริกไทยดำ เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดเพลี้ย ได้แก่ มันแกว พืชมียาง สะเดา กระเทียม ใบสาบเสือ ขมิ้น เป็นต้น
  • สมุนไพรที่ใช้กำจัดจิ้งหรีด ได้แก่ พริก หอมแดง กระเทียม ละหุ่ง สบู่ดำ สลอด เป็นต้น

การเลือกปลูกพืชแบบผสมผสาน เทคนิคการปลูกพืชแบบผสมผสาน เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่ใช้ในการดูแลพืชที่เราปลูกให้รอดพ้นจากศัตรูต่าง ๆ มีด้วยกันหลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การปลูกดอกดาวเรือง ดอกบานชื่น หรือดอกไม้อื่น ๆ ไว้รอบแปลงผัก หรือปลูกแซมในแปลงผัก เพื่อเป็นการล่อแมลงธรรมชาติ อย่างตัวห้ำ ตัวเบียน ซึ่งแมลงสองชนิดนี้ จะช่วยลดศัตรูพืชอื่น ๆ เช่น เพลี้ยไฟ ไร หนอน เป็นต้น

วิธีดูแลต้นไม้ให้รอด พ้นจากศัตรูพืชที่มากวนใจ

การปลูกพืชระบบหมุนเวียน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่น่าสนใจ เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยตัดแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของศัตรูพืช ไม่ให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการสลับปลูกพืชไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาล ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักกระหล่ำ 6 เดือน และเปลี่ยนไปลูกข้าวโพดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี วิธีนี้เป็นการตัดวงจรของศัตรูพืชไปในตัว

การปลูกสมุนไพรเพื่อไล่ศัตรูพืช การปลูกสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน อย่าง กระเทียม ตะไคร้หอม กระเพรา ผักชี เป็นต้น เพื่อช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดศัตรูพืช ทั้งนี้การนำพืชสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน มาทำเป็นน้ำและฉีดพ่น สามารถไล่แมลงไปอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีจากธรรมชาติ ทั้งนี้ยังเป็นวิธีการดูแลให้พืชไร่ พืชสวน รอดพ้นจากแมลงและวัชพืชอื่น ๆ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรกันเลยทีเดียว

วิธีดูแลต้นไม้

แนะนำพันธุ์ว่านมงคล ควรปลูกเสริมสิริมงคลให้บ้าน 1000maidee บทความ

แนะนำพันธุ์ว่านมงคล ควรปลูกเสริมสิริมงคลให้บ้าน

แนะนำพันธุ์ว่านมงคล ควรปลูกเสริมสิริมงคลให้บ้าน

              ต้นไม้มงคล มีหลายชนิด ทั้งไม้ประดับ และไม้ยืนต้น โดยสายพันธุ์ที่เรานำมาแนะนำ  ก็คือ ว่าน ที่เรียกได้ว่า ควรปลูกเพื่อเป็นการเสริมสิริมงคล ต่อผู้ปลูก ช่วยเสริมโชคลาภ และยังสามารถเรียกทรัพย์ เข้ามาสู่ครอบครัวของผู้ปลูก อีกด้วยเช่นกัน  โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ หลังจากปลูกว่าน นอกจากจะทำให้บ้านน่าอยู่ และสวยงาม เพิ่มความสดชื่น ยังทำให้ผู้ปลูก รู้สึกผ่อนและสบายใจด้วย เราจะมา แนะนำพันธุ์ว่านมงคล ควรปลูกเสริมสิริมงคลให้บ้าน มีอะไรบ้าง

  • ว่านสี่ทิศ ( Hippeastrum )

ว่านสี่ทิศ เรียกได้ว่าเป็นต้นไม้เสี่ยงทาย เพราะถ้าเกิดว่าผู้ปลูก ปลูกให้ว่านออกดอก พร้อมกันทั้งหมด4ทิศ ก็จะหมายความว่า ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จทุกอย่าง มีโชคลาภ แต่ถ้าเกิดออกดอกไม่ครบ4ทิศ จะหมาย ความว่า ผู้ปลูกจะเจอกับสิ่งที่แย่ และดวงกำลังตก วิธีการปลูกก็คือ ต้องปลูกในดินปนทรายที่สามารถระบายน้ำได้ ต้องปลูกในที่โล่ง จะเติบโตได้ดี ส่วนการดูแลรักษาคือ ห้ามรดน้ำท่วม เพระอาจจะทำให้เกิดโรคหัวเน่าได้

  • ว่านมหาโชค ( Amazon lily / Eucharis lily )

ส่วนมากมักจะปลูกคู่กับว่านมหาลาภ เพราะว่าจะช่วยเสริมสิริมงคลให้ผู้ปลูกมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าเกิดว่าปลูกว่านมหาโชคให้เติบโตงอกงาม จะส่งผลให้ผู้ปลูกมีโชคมีลาภในทุกด้าน มีแต่เงินทองไหลมาเทมาด้วย วิธีการปลูก แนะนำให้ปลูกวันพระข้างขึ้น ตั้งนะโมพุธยะ 3จบ โดยใช้ดินปนทราย และรดน้ำให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องแฉะ ส่วนการดูแลรักษา หมั่นรดน้ำเสมอ และควรได้รับแสงแดดที่เพียงพอ

  • ว่านมหาลาภ ( Eucrosia bicolor Ker Gawl )

              มีว่านมหาโชคแล้ว จะไม่มีว่านมหาลาภก็ไม่ได้ โดยเชื่อกันว่าถ้าเกิดบ้านไหนปลูกว่านมหาลาภแล้ว จะทำให้มีคนเข้ามาช่วยเหลือ เพิ่มเมตตามหานิยม มีแต่คนคอยอุปถัมภ์ ซึ่งคนปลูกจะได้รับโชคลาภ รวมถึงครอบครัวคนปลูกด้วย วิธีปลูกคือ ปลูกในดินร่วนปนทราย กับดินลูกรังสีแดง ไม่ควรให้น้ำขังมากเกินไป ส่วนการดูแลรักษาคือรดน้ำตอนเช้า ไม่ควรตั้งไว้ในที่มีแสงแดดจัด

  • ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว ( Homalomena lindenii  )

              ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเสน่ห์จันทร์ขาว เพราะฉะนั้นจะช่วยเรื่องอะไรไปได้ โดยจะทำให้ผู้ปลูกมีแต่คนรัก ได้รับการชื่นชม เสริมดวงเกี่ยวกับความรัก ธุรกิจรุ่ง มีโชคลาภ วิธีการปลูกก็คือแยกหน่อหรือต้นเล็ก ใช้ปุ๋ยคอกแกลบดำ และขุยมะพร้าวใส่ลงกระถาง ส่วนวิธีการดูแลคือรดำน้ำ3-5วัน ต่อครั้ง ไม่ควรให้กระถางแห้ง

แนะนำพันธุ์ว่านมงคล ควรปลูกเสริมสิริมงคลให้บ้าน 1000maidee บทความ

  • ว่านมหาบัว ( Amaryllis moorei )

              เป็นต้นไม้มงคลที่ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยก่อน โดยว่านจะมีดอกสีขาว ที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกบัว และมีกลิ่นหอม ซึ่งเมื่อปลูกว่านมหาบัวแล้ว ผู้ปลูกจะมีแต่ความสุข ความสงบ เสริมสิริมงคล ส่วนวิธีการปลูกคือใช้วิธีการแยกตัว ควรปลูกในดินร่วนปนทราย และการดูแลรักษาอย่าปล่อยให้น้ำขังในกระถาง เพราะหัวว่านจะเน่าได้

ไม้มงคล

ประโยชน์ต้นพญาสัตบรรณ มีดีมากกว่ากลิ่นหอม 1000maidee บทความ

ประโยชน์ต้นพญาสัตบรรณ มีดีมากกว่ากลิ่นหอม

ประโยชน์ต้นพญาสัตบรรณ มีดีมากกว่ากลิ่นหอม

       ถ้าพูดถึงต้นพญาสัตบรรณอาจจะไม่คุ้นหูกันนัก ส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อต้นตีนเป็ดซะมากกว่า ถ้าพูดถึงต้นตีนเป็ดแล้วนั้น หลาย ๆ คนต้องนึกถึงกลิ่น บ้างก็ว่ามีกลิ่นหอม บ้างก็ว่ามีกลิ่นเหม็น และกลิ่นของมันยังเป็นกลิ่นที่บ่งบอกว่าฤดูหนาวมาถึงแล้ว ต้นพญาสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดนั้นยังมีประโยชน์ที่เราอาจนึกไม่ถึง จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย ประโยชน์ต้นพญาสัตบรรณ มีดีมากกว่ากลิ่นหอม

ต้นพญาสัตบรรณหรือต้นตีนเป็ดเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ทั่วประเทศไทย พบอยู่ในป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ  เป็นไม้ที่จัดอยู่ในตระกูลโมก เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดสูงใหญ่ สามารถโตได้ถึง 15-35 เมตร เนื้อไม้อ่อนและเหนียวสีเหลืองอ่อน สีเปลือกจะออกเทาอมน้ำตาลเทา ลักษณะต้นเป็นพุ่มสูงบนพุ่มทรงแหลม เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบรี  มีติ่งที่ปลายใบ มีผลเป็นฝักยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร  มักจะออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกสีขาวนวลปนเขียว จะออกดอกช่วงใกล้หน้าหนาวประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม มีกลิ่นฉุนและจะมีกลิ่นแรงพิเศษในช่วงกลางคืน บางคนอาจเกิดอาการแพ้ได้ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาครอีกด้วย

ประโยชน์ของต้นพญาสัตบรรณ ต้นพญาสัตบรรณนอกจากช่วยเป็นร่มเงาให้ร่มเย็นแล้วนั้น ยังถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งด้วย มีสรรพคุณดังนี้

  • เปลือกลำต้น เปลือกของต้นมีรสขม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน ยังสามารถแก้ไอ แก้หวัด แก้ไข้มาเรเลีย ช่วยบรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ  รักษาโรคบิด แก้อาการท้องร่วง โรคลำไส้และยังรักษาลำไส้ติดเชื้อ ขับพยาธิไส้เดือน ขับน้ำเหลือง ขับน้ำนม ขับฤดูของผู้หญิง แก้หลอดลมอักเสบ สมานลำไส้ เจริญอาหาร เป็นยาขม นอกจากนี้เปลือกของลำต้น เมื่อนำไปต้มอาบสามารถลดผื่นคันได้อีกด้วย
  • ยาง น้ำยางจากลำต้น มีประโยชน์ใช้หยอดหู เพื่อลดอาการปวดหู นำไปทำยาสามารถรักษาแผลเน่าเปื่อย และยังช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน

  • ใบอ่อน ในส่วนของใบ นำมาต้มเพื่อดื่มจะช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด และยังสามารถนำใบบดมาพอกแก้พิษได้
  • ดอก ดอกของต้นพญาสัตบรรณนั้นมีช่วยแก้ไข้ลดอาการตัวร้อน และแก้เลือดพิสดาร
  • ราก รากสามารถนำไปต้มดื่ม ช่วยขับลม
  • กระพรี้ มีส่วนช่วยบำรุงภายในของผู้หญิง ช่วยขับให้เลือดดก เหมาะสำหรับสตรีที่รอบเดือนมาน้อย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน

ประโยชน์ต้นพญาสัตบรรณ มีดีมากกว่ากลิ่นหอม

  • เนื้อไม้ ของต้นพญาสัตบรรณสามารถนำมาทำเป็นสิ่งของเพื่อใช้ อาทิเช่น  หีบไม้ รองเท้าไม้  ทำเก้าอี้ ทำโต๊ะ ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน  นอกจากนี้ยังประดิษฐ์เป็นสิ่งของน่ารัก ๆ เช่น กระถางต้นไม้ โมเดลมด เป็นต้น แต่ด้วยลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีความแข็งแรง จึงไม่สามารถนำมาใช้กับสิ่งปลูกสร้างได้

อย่างไรก็ตามต้นสัตบรรณนั้นมีประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว

สาระพันธุ์ไม้ 

ต้นซานาดู ไม้ประดับ ที่คนรักการแต่งบ้าน สายมินิมอลนิยม 1000maideeบทความ

ต้นซานาดู ไม้ประดับ ที่คนรักการแต่งบ้าน สายมินิมอลนิยม

ต้นซานาดู ไม้ประดับ ที่คนรักการแต่งบ้าน สายมินิมอลนิยม

          เพื่อน ๆ รู้จักต้น Philodendron Xanadu ไหมคะ หรือในภาษาไทย เราจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ต้นซานาดู” เป็นไม้ประดับที่คนรักการแต่งบ้านสายมินิมอลนิยมปลูกเพื่อสร้างบรรยากาศกัน หลายคนอาจจะรู้จักบ้างแล้ว เพราะต้นไม้ชนิดนี้มีลักษณะใบที่โดดเด่นมาก แต่หากใครยังไม่คุ้นเท่าไหร่ วันนี้ไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลย

ไม้ประดับสายพันธุ์ “ฟิโลเดนดรอน” จะมีจุดเด่นอยู่ตรงลักษณะของใบ หรือฟอร์มใบที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ ซึ่งเจ้าต้นซานาดูก็เป็นหนึ่งในสายพันธุ์นี้ ถิ่นกำเนิดของต้นซานาดูมาจากทวีปอเมริกาใต้ ลักษณะต้นจะขึ้นเป็นกอ และต้องอาศัยการตัดใบเพื่อความสวยงาม แต่เดิมมักใช้ปลูกแต่งสวนนอกบ้านค่ะ เพราะเพียงแค่วางก็ช่วยสร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้สวนสวย ๆ ของเราได้แล้ว จุดเด่นของต้นไม้ชนิดนี้อยู่ที่ “ใบ” เพราะมีลักษณะหยัก 7 แฉก ให้สีเขียวเข้มเป็นมันดูสดชื่น

วิธีปลูกต้นซานาดู 

สิ่งสำคัญในการปลูกต้นซานาดูคือต้องการพื้นที่กว้าง ๆ เพราะลักษณะของต้นไม้ที่เป็นกอ แผ่ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ทำให้ค่อนข้างกินพื้นที่ ดังนั้นการเลือกกระถางก็สำคัญ หากต้นเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว ควรเปลี่ยนมาเป็นกระถางที่มีความแข็งแรง สำหรับการเลือกดินในการปลูก เนื่องจากต้นซานาดูชอบดินที่ไม่เก็บน้ำมากเกินไป และไม่ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดีเกินไป จึงควรใช้ดินที่ระบายน้ำได้ในระดับปานกลาง เช่น ดินร่วน หรือกาบมะพร้าว

การดูแลรักษา ต้นซานาดู

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าต้นซานาดูเป็นต้นไม้ตัดใบ ไม่ว่าจะปลูกแต่งบ้าน หรือแต่งสวน ก็ต้องมั่นตัดใบออกเพื่อความสวยงาม และเพื่อให้มียอดใหม่แตกออกมาค่ะ สำหรับการรดน้ำ ต้นไม้ชนิดนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาสุด ๆ เพราะต้องการน้ำปริมาณปานกลาง หรืออาจจะรดเพียงแค่ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ก็ได้แล้ว นอกจากนั้น ตำแหน่งการปลูก ควรคำนึงถึงที่ที่มีแสงแดดส่องมาไม่มาก เพราะต้นซานาดูไม่ชอบแดด แดดจัดอาจทำให้ใบเหลืองได้

นอกจากเราจะสามารถปลูกต้นซานาดูไว้ประดับสวนสวย หรือแต่งบ้านสไตล์มินิมอลได้แล้ว ไม้ประดับชนิดนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นไม้ฟอกอากาศได้ด้วยนะ เพราะขนาดของใบที่ค่อนข้างใหญ่จึงช่วยดูดซับมลพิษ สร้างอากาศที่บริสุทธิ์ในบริเวณบ้านของเรา และต้นซานาดูก็ไม่ได้มีเพียงใบสวยเท่านั้นนะ เพราะเขายังมีดอกออกมาด้วย ลักษณะจะเป็นสีขาว คล้ายดอกหน้าวัว สามารถตัดดอกไปจัดใส่แจกันประดับบ้านได้ หากเพื่อน ๆ เริ่มสนใจต้นไม้ชนิดนี้แล้วละก็ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายต้นไม้ หรือร้านออนไลน์ ดูแลง่าย ราคาไม่แพง และยังสวยสุด ๆ แบบนี้ห้ามพลาดเลยนะคะ

 ไม้ประดับ

มือใหม่เลี้ยงบอนไซ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใส่ใจ 1000maidee บทความ

มือใหม่เลี้ยงบอนไซ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใส่ใจ

มือใหม่เลี้ยงบอนไซ ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องใส่ใจ

        มือใหม่เลี้ยงบอนไซ  คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่มือใหม่อย่างเราจะมาทำบอนไซได้ทันที  เราควรจะต้องทำการศึกษาให้ละเอียดถึงวิธีการทำบอนไซ และต้องดูความพร้อมของตัวเราก่อนด้วยว่าสามารถที่จะมีเวลาดูแลต้นไม้ได้ขนาดไหน  เพราะในการดูแลบอนไซนั้น  จะว่าดูแลยากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  แต่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาและการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

สำหรับ มือใหม่เลี้ยงบอนไซ  ที่เพิ่งจะเริ่มต้นนั้น ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการหาต้นไม้ที่จะเอามาทำบอนไซ   ซึ่งต้นไม้เกือบทุกชนิดที่อยู่ใกล้ตัวเราสามารถที่จะนำมาทำได้หมดเลย   ยิ่งมีใบเล็กยิ่งดูสวย  อย่างเช่น

  • ต้นโพธิ์
  • ต้นแพรมน่า
  • ต้นข่อย
  • ต้นเข็ม
  • ตะโก
  • มะขาม

ต้นไม้เหล่านี้ใช้ได้ดีเลยทีเดียว เพราะเลี้ยงง่ายและตายยาก   ข้อควรระวังเมื่อเวลาขุดต้นไม้หรือตัดต้นไม้ที่นำมาปลูกเพื่อเตรียมมาทำบอนไซ  ควรใช้ปูนแดงทาที่แผลก่อนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราขึ้น   หลังจากที่ได้ต้นไม้มาแล้ว  ที่นี้เราจะมาดูเรื่องลวดที่จะเอาไว้ใช้มัดว่าควรใช้ลวดอะไร  เมื่อเวลาที่เราต้องจับต้นและกิ่งมาบิดเพื่อที่จะสร้างให้เป็นบอนไซ แนะนำให้ใช้ลวดอลูมิเนียม  ซึ่งมีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป  ซึ่งลวดนี้ใช้ได้ดีและไม่ขึ้นสนิมจึงทำให้ไม่เป็นอันตรายกับต้นไม้

การเลือกดิน ให้ใช้เป็นดินถุงมีขายตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป  ราคาไม่แพง  ในนั้นจะมีส่วนผสมของดินใบก้ามปู  มูลสัตว์   ขุยมะพร้าว  แกลบดำ   ซึ่งสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดี  ทำให้ดินไม่แห้งจนเกินไป  ถ้าเอาดินที่ขุดเอง ไม่แนะนำเพราะจะทำให้รากเดินได้ไม่ดีและจะทำให้ต้นไม้โตช้า  การเลือกกระถางนั้นมีให้เลือกหลายแบบหลายทรง  จะเลือกแบบไหนก็ได้ แต่ต้องเอาที่ก้นกระถางมีรู ไว้สำหรับระบายน้ำและเพื่อให้รากเดินได้ดี     ในเบื้องต้นให้เลี้ยงในกระถางทั่วไปก่อน  พอต้นไม้โตประมาณ80% ค่อยย้ายไปปลูกอีกกระถางที่เตรียมทำบอนไซ เพราะจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า  ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการทำบอนไซนั่นเอง    จริงๆ แล้วการดูแลบอนไซก็เหมือนกับการที่เราดูแลต้นไม้ทั่วไป   ควรที่จะนำออกแดดบ้างแต่ไม่ใช่ในแสงแดดจัด  แต่ให้เป็นแสงแดดรำไรก็พอ  หรือหากใครวางในที่ร่มก็ควรจะวางตรงที่มีแสงแดดส่องถึง   และไม่ต้องรดน้ำบ่อย แค่วันละ 1 ครั้งก็พอ  ส่วนการใส่ปุ๋ย เพื่อทำให้ใบมีสีเขียวสดใส  แต่ให้ใส่เดือนละครั้งเหมือนกัน

ในการจัดรูปทรงสำหรับ มือใหม่เลี้ยงบอนไซ  นั้นแล้วแต่เราจะเล่นรูปทรงแบบไหน แต่ทั้งนี้ให้ดูทรงลำต้นเป็นสำคัญ    ส่วนการแกะลวดที่ใช้มัดบอนไซนั้นให้เริ่มสังเกตุว่า  ต้นไม้อมลวด หรือต้นไม้เป็นรอยลวดหรือไม่   ถ้าเป็นก็แสดงว่าต้นไม้ได้อยู่ทรงแล้ว

วิธีดูแลต้นไม้

ต้นพยุง ทองคำแห่งผืนป่า ไม้มงคลไทยมูลค่าสูง 1000maideeบทความ

ต้นพยุง ทองคำแห่งผืนป่า ไม้มงคลไทยมูลค่าสูง

ต้นพยุง ทองคำแห่งผืนป่า ไม้มงคลไทยมูลค่าสูง

              ไม้พยุง ถือเป็นไม้มงคลของไทยที่มีความเชื่อต่อๆ กันมาช้านาน ด้วยชื่อ ‘พยุง’ นี้ที่หมายถึงการพยุงฐานะ พยุงเงินพยุงทองให้อยู่กับเจ้าของบ้าน คนไทยในสมัยก่อนจึงมักสร้างบ้านจากไม้พยุง และนำไม้พยุงมาทำเป็นเครื่องเรือน ซึ่งนอกจากจะเป็นมงคลแล้ว ในปัจจุบันไม้พยุงยังมีราคาสูงมากอีกด้วย เราไปดูราคาไม้พยุงปัจจุบันกันเลยดีกว่า

มารู้จัก “ ต้นพยุง ทองคำแห่งผืนป่า ” กันก่อน

ไม้พยุงเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดแถวประเทศเพื่อนเรานี่เอง คือ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนในไทยนั้นจะพบตามป่าเบญจพรรณ ทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พยุงีลำต้นที่สูงประมาณ 15 – 25 เมตร เป็นไม้ที่มีการเจริญเติบโตช้า ใช้เวลามากกว่า 10 ปีถึงจะสามารถตัดมาใช้งานได้ เนื้อไม้มีสีแดงอมม่วงไปจนถึงสีแดงเลือดหมู ลายไม้ชัดให้ความสวยงาม

ต้นพยุงเป็นไม้เนื้อแข็งเหมือนๆ กับต้นไม้สักและไม้ตะเคียน เนื้อไม้พยุงมีความเหนียว แข็งแรง ละเอียด และทนทานมาก เนื้อไม้มีความเงางามเพราะมีน้ำมันในตัวเอง ในสมัยก่อนนิยมนำมาใช้สร้างบ้าน ทำเครื่องเรือนขางใช้ต่างๆ โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ หรือเตียง นอกจากเนื้อไม้จะลายสวยแล้ว ไม้พยุงยังทนทานมากๆ อีกด้วย และเพราะเป็นไม้เนื้อแข็งปลวกจึงไม่กินเนื้อไม้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ทำจากไม้พยุงจึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก หากดูแลรักษาดีๆ อาจอยู่นานเป็นร้อยปีเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังนิยมนำมาใช้ทำเครื่องดนตรีด้วย เช่น ขลุย ซอ และลูกระนาด

ไม้มงคลของไทยนั้นมี 9 ชนิดซึ่งไม้พยุงก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยประกอบด้วย ต้นทองหลวง ต้นชัยพฤกษ์ ต้นราชพฤกษ์ ต้นขนุน ต้นทรงบาดาล ต้นไผ่สีสุก ต้นกันเกรา ต้นสัก และต้นพยุง และสาเหตุที่ไม้พยุงมักจะถูกลักลอบตัดกันมากก็เป็นเพราะราคาไม้พยุงปัจจุบันนั้นสูงมาก และในประเทศจีนก็มีความเชื่อว่าต้นพยุงนั้นเป็นไม้มงคลเช่นเดียวกัน จึงทำให้ไม้พยุงที่ถูกลักลอบตัดส่วนใหญ่จะถูกส่งออกไปขายต่อยังจีน และยังมีอีกหลายประเทศด้วย

ราคาไม้พยุงปัจจุบัน สูงดั่งทองคำ

อย่างที่บอกว่าไม้พยุงนั้นเป็นไม้ที่มีราคาสูงมากในตลาดโลก อีกทั้งยังเป็นไม้หายากในปัจจุบัน เพราะเป็นต้นไม้ที่ใช้ระยะเวลาเติบโตช้ามาก หากปลูกไปแล้วก็ต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีในการรอเพื่อให้ต้นไม้พยุงสมบูรณ์พร้อมที่จะนำมาใช้งาน โดยอายุของต้นพยุงที่จะตัดมาใช้งานจะอยู่ตั้งแต่ 10 – 20 ขึ้นไป เพราะต้นจะใหญ่เต็มที่ และในไทยก็มีกฎหมายคุ้มครองไม้พยุงว่าเป็นไม้หวงห้าม ห้ามตัด ห้ามส่งออก แต่ถึงอย่างไรในปัจจุบันขบวนการลักลอบตัดไม้ไปขายก็ยังมีอยู่ เพราะโทษที่จะได้รับเทียบกับราคาที่ได้แล้วหลายคนอาจคิดว่าคุ้มค่า ซึ่งสำหรับต้นพยุงที่มีขนาดใหญ่ ต้นตรง ไม่แตกไม่หัก ไม่เป็นโพลง จะมีราคาอยู่ที่ลูกบาศก์เมตรละ 3 – 5 แสนบาทเลยทีเดียว จึงเป็นสาเหตุให้ยังคงมีคนลักลอบตัดไม้พยุงไปขายนั่นเอง

ไม้มงคล

ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย ที่ถูกต้องเพื่อให้ต้นไม้สมบูรณ์เติบโตดี 1000maideeบทความ

ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย ที่ถูกต้องเพื่อให้ต้นไม้สมบูรณ์เติบโตดี

ปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ย ที่ถูกต้องเพื่อให้ต้นไม้สมบูรณ์เติบโตดี

         ต้นไม้ที่เราปลูก จำเป็นต้องได้รับการดูแล หรือบำรุง เพื่อให้ต้นสมบูรณ์ เติบโตดี การใส่ปุ๋ยก็เป็นอีกหนึ่งวิธีบำรุงเช่นกัน  แต่ถ้าหากเราไม่ได้ศึกษาวิธีการใส่ที่ถูกต้อง ส่งผลให้ต้นไม้เสียหายได้เช่นกัน ดังนั้น เราไปหาคำตอบกันเลยว่าทำไมจะต้องใส่ปุ๋ยอย่างถูกวิธี อะไรที่เยอะจนเกินไปย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่นเดียวกันกับการให้อาหารพืช เพราะพืชอาจไม่ได้มีความจำเป็นต้องบำรุงขนาดนั้น วันนี้เราจึงนำบทความเพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจก่อนที่จะให้ปุ๋ยพืช

ถ้าหากนึกถึงต้นไม้ตามป่า ตามเขา หรือขึ้นตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้รับการบำรุงด้วยปุ๋ยเลย แต่ต้นไม้เหล่านั้น ก็สามารถอยู่รอดได้เป็นเวลานาน นั่นเป็นเพราะว่าได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอดี ในทางเดียวกัน ถ้าหากเราให้ปุ๋ยในขนาดที่สมดุล ก็จะทำให้พืชแข็งแรงนั่นเอง ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้นให้ลองเทียบกับสัตว์ที่เราเลี้ยง ถ้าหากเราให้กินอาหารในปริมาณที่เยอะขึ้น 2 เท่า ในเวลา 3 เดือน ก็ไม่สามารถโตได้เท่ากับ สัตว์ที่มีอายุ 1 ปี แต่ถ้าหากได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเขา เขาก็จะเติบโตมาอย่างแข็งแรง สมบูรณ์ เช่นเดียวกับการให้อาหารพืช

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากใส่ปุ๋ยมากเกินความต้องการของพืช?

  • ตกค้างในเนื้อเยื่อ เมื่อพืชได้รับปุ๋ยในปริมาณที่เยอะ เกินความจำเป็น ปุ๋ยที่เหลือจากการนำไปใช้ประโยชน์จะตกค้างในเนื้อเยื้อ เมื่อมีแร่ธาตุตรงบริเวณนั้น จะทำให้ไปดึงดูดแมลงมาช่วยกิน อีกทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดเข้ามา ส่งผลเสียให้เกิดปัญหาแมลงกัดกินใบและเกิดหนอนจึงมากกว่าเดิม
  • ปุ๋ยที่เหลือจากการนำไปใช้ประโยชน์จะตกค้างในเนื้อเยื้อ จะกลายเป็นอาหารเชื้อรา เพราะเนื้อเยื่อที่มีอาหารมากทำให้เกิดเชื้อราง่ายอยู่แล้ว พืชอ่อนแอ และเนื่องจากมีแมลงมากินเนื้อเยื่อ ทำให้เกิด เนื้อเยื่อที่มีอาหารมาก เมื่อได้รับการรักษาก็จะทำให้ต้นไม้ตาย และอาจจะลามไปทั่วทั้งสวนได้ เลยทีเดียว
  • ผลผลิตน้อยลง เพราะ ปุ๋ยที่ใส่ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นไม้ไม่รับการตอบสนองปุ๋ย และให้ผลผลิตน้อยลง ทั้งนี้การใส่ปุ๋ยเยอะ ๆ ยังเป็นการทำลายดิน ทำให้จุลินทรีย์หายไป จนเกิดดินเสีย จึงเกิดการต้านปุ๋ยนั่นเอง
  • หยุดการเติบโตทันที ยิ่งได้รับปุ๋ยเข้าไปเยอะ ๆ ต้นไม้จะเริ่มมีสัญญาณว่า ใบเหลือง ใบร่วง และส่งผลให้ต้นไม้ แห้งเหี่ยวและตายไปได้อีกด้วย
  • ดึงดูดศัตรูพืช สัตว์จำพวก มอด ปลวก เข้าใจว่า ว่าต้นไม้ใกล้จะตาย จึงเข้ามาอาศัย และเริ่มกัดกินต้นไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การใส่ปุ๋ยที่จะได้ผลดีที่สุดคือ ใส่ให้พอดีกับความต้องการของพืช และบ่อย ๆ ให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและกินอิ่มหลายๆ มื้อ ไม่เยอะ ไม่น้อยเกินไปนะคะ

วิธีดูแลต้นไม้

ต้นคาโมไมล์ ไม้เศรษฐกิจ มีสรรพคุณมากมาย 1000maidee บทความ

ต้นคาโมไมล์ ไม้เศรษฐกิจ มีสรรพคุณมากมาย

ต้นคาโมไมล์ ไม้เศรษฐกิจ มีสรรพคุณมากมาย

         หากพูดถึงไม้ดอกที่มีดอกสีขาวน่ารัก มีสรรพคุณทางยามากมายแล้วละก็ หนึ่งในนั้นจะต้องมี “ต้นคาโมไมล์” ( chamomile ) ติดโผอย่างแน่นอน ต้นไม้ชนิดนี้นิยมนำมาทำเป็นชาสมุนไพร หรือสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยใส่ในสบู่ ครีมทาผิว เทียนหอม ในขณะเดียวกันหากนำไปปลูกเป็นไม้ประดับสวนก็ดูน่ารัก ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้สดชื่น

ต้นคาโมไมล์เป็นไม้ดอกประเภทไม้ล้มลุก อายุ 1-2 ปี มีลักษณะเป็นพุ่ม เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีความสูงถึง 40 เซนติเมตร ใบมีขอบหยัก สีเขียวสด มีขนสีเงินที่หลังใบ กลีบดอกเป็นสีขาวชั้นเดียวล้อมรอบดอกวงในสีเหลืองตรงกลาง ต้นไม้ชนิดนี้มีกลิ่นหอมสมกับที่เป็นเจ้าแห่งพืชหอมระเหย เพราะทั้งลำต้น ใบ และดอกล้วนส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ให้ความรู้สึกสดชื่น ต้นคาโมไมล์ถือกำเนิดขึ้นที่ยุโรปตะวันตก สายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็น “โรมันคาโมไมล์” ส่วนอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่นิยมปลูกแพร่หลายกันในปัจจุบันคือพันธุ์ “เยอรมันคาโมไมล์”

วิธีปลูกต้นคาโมไมล์

การปลูกเมล็ดของต้นคาโมไมล์จะต้องใช้วิธีหว่านในกระบะ และฉีดรดน้ำเป็นละอองพรมให้ทั่ว ไม่ต้องกลบหน้าดิน ขณะที่รอการงอก ควรให้เจอแสงแดดอ่อน ๆ ต้นคาโมไมล์ทนแล้งได้ดี สำหรับดินที่ควรใช้ในการปลูกต้นไม้ชนิดนี้คือดินร่วนปนทรายที่สามารถระบายน้ำได้ดี หากปลูกในแปลงควรให้ต้นไม้อยู่ห่างกัน 8 นิ้ว ชอบแสงแดดปานกลาง ขณะเดียวกันอากาศต้องหนาว คือ ระหว่าง 9-14 องศาเซลเซียส

การดูแลต้นคาโมไมล์

หากใครได้ลองปลูกต้นคาโมไมล์แต่งสวนแล้ว ปัญหาหนึ่งที่อาจจะพบได้คือเรื่องของเพลี้ย หรือแมลงกวนใจ ที่อาจจะเปลี่ยนสวนสวยให้กลายเป็นสวนเน่าได้ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะเราสามารถใช้สารไล่ศัตรูพืชจากธรรมชาติ หรือสารสะเดามาฉีดพ่นไล่เพลี้ยเบื้องต้นได้ นอกจากนั้น หากมีกิ่งหรือดอกที่มีปัญหา เพื่อน ๆ สามารถตัดออกได้เลยก่อนที่จะลุกลาม

ต้นคาโมไมล์นับว่าเป็นไม้ดอกที่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก น้ำมันหรือสารหอมระเหยที่สกัดได้จากต้นไม้ชนิดนี้ มีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อรา ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ และดอกคาโมไมล์ที่มีกลิ่นหอมนั้นช่วยขับลม คลายความกังวล ลดการอักเสบต่าง ๆ เพื่อน ๆ สามารถเก็บดอกทั้งดอกสด หรือดอกแห้งมาชงเป็นชาดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอแนะนำให้ดื่มก่อนนอนดูนะคะ รับรองสมองปลอดโปร่ง หลับสบาย เห็นหรือยังคะว่า ทำไมต้นคาโมไมล์ถึงเป็นที่รักใคร่ของใครหลายคนนัก เพราะนอกจากจะปลูกไว้แต่งบ้านได้แล้ว ยังดีต่อสุขภาพด้วย

ไม้เศรษฐกิจ